Font Resizer

A Decrease font size. A Reset font size. A Increase font size.

43 views

แจงกรณีข้าวเปลือกหอมมะลิตกต่ำลง และแนวทางการช่วยเหลือเกษตรกรฤดูกาลผลิตปี 2563/64


จากสถานการณ์ราคารับซื้อข้าวเปลือกหอมมะลิตกต่ำลงเหลือ กก.ละ 10 บาท หรือตันละ 10,000 บาท สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยได้เรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบสต๊อกข้าวในมือของผู้ประกอบการค้าข้าว เพื่อประเมินทิศทางการส่งออกข้าว เนื่องจากพบว่าการสต๊อกข้าวเพื่อทำตลาดในช่วงโควิด-19 เปลี่ยนแปลงรวดเร็วนั้น

นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม รองอธิบดีกรมการค้าภายใน รักษาราชการแทนอธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ได้ชี้แจงสถานการณ์ราคารับซื้อข้าวเปลือกหอมมะลิว่า ขณะนี้ผลผลิตข้าวเปลือกหอมมะลิ ฤดูกาลผลิตปี 2563/64 อยู่ในช่วงเก็บเกี่ยวและกำลังทยอยออกสู่ตลาด ผู้นำเข้ารอดูสถานการณ์ผลผลิตข้าวไทย ประกอบกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกจากการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) กระทบต่อการบริโภคภายในประเทศที่มีนักท่องเที่ยวน้อยลง ปัญหาการส่งออกที่ลดลง เนื่องจากราคาข้าวไทยสูงกว่าคู่แข่งทำให้แข่งขันได้ยาก และปัญหาค่าเงินบาท ผู้ค้าข้าวก็มีการระบายข้าวเพื่อเสริมสภาพคล่องรองรับผลผลิตฤดูกาลใหม่ ส่งผลให้ราคาข้าวเปลือกหอมมะลิในช่วงนี้ปรับตัวลดลง โดยข้าวเกี่ยวสดความชื้น 28-30% มีราคาตันละ 9,500 – 10,000 บาท ส่วนข้าวเปลือกแห้ง ความชื้นไม่เกิน 15% ตันละ 12,000 – 12,500 บาท

จากสถานการณ์ดังกล่าว เพื่อสร้างหลักประกันด้านรายได้ให้แก่เกษตรกร รวมทั้งรักษาเสถียรภาพด้านราคาตลาด คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2563 อนุมัติในหลักการโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปี 2563/64 รอบที่ 1 พร้อมมาตรการคู่ขนาน และโครงการสนับสนุนค่าบริหารจัดการและพัฒนาคุณภาพผลผลิตเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปีการผลิต 2563/64 โดยกำหนดเป้าหมายข้าวเปลือกหอมมะลิ ราคา 15,000 บาท/ตัน ครัวเรือนละไม่เกิน 14 ตัน ข้าวเปลือกหอมมะลินอกพื้นที่ ราคา 14,000 บาท/ตัน ครัวเรือนละไม่เกิน 16 ตัน ข้าวเปลือกเจ้า ราคา 10,000 บาท/ตัน ครัวเรือนละไม่เกิน 30 ตัน ข้าวเปลือกหอมปทุมธานี ราคา 11,000 บาท/ตัน ครัวเรือนละไม่เกิน 25 ตัน และข้าวเปลือกเหนียว ราคา 12,000 บาท/ตัน ครัวเรือนละไม่เกิน 16 ตัน โดยจะจ่ายเงินส่วนต่างของราคาประกันและราคาเกณฑ์กลางอ้างอิงให้เกษตรกร ซึ่งหากราคาเกณฑ์กลางอ้างอิงต่ำกว่าราคาเป้าหมาย เกษตรกรจะได้รับเงินชดเชยส่วนต่าง

สำหรับมาตรการคู่ขนาน ซึ่งจะช่วยดูดซับผลผลิตฤดูกาลใหม่ที่จะออกสู่ตลาดมาก ในช่วงเดือนพฤศจิกายนนี้ โดยจูงใจให้เกษตรกร สหกรณ์ สถาบันเกษตรกร รวมทั้งผู้ประกอบการค้าข้าวทั่วไป “เก็บสต็อก” เพื่อเป็นการสร้างเสถียรภาพราคาตลาด โดยมีเป้าหมาย 7 ล้านตันข้าวเปลือก ผ่านโครงการ ได้แก่ (1) โครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี ให้ค่าฝากเก็บตันละ 1,500 บาท เป้าหมาย 1.5 ล้านตัน (2) โครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวและสร้างมูลค่าเพิ่มโดยสถาบันเกษตรกร สหกรณ์เสียดอกเบี้ยร้อยละ 1 เป้าหมาย 1.5 ล้านตัน และ (3) โครงการชดเชยดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการค้าข้าวในการเก็บสต็อก ชดเชยดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการร้อยละ 3 เป้าหมาย 4 ล้านตัน .📑📑 ส่วนสถานการณ์การส่งออกข้าวไทยในปี 2564 นั้นคงต้องรอดูปริมาณของผลผลิตข้าวในปี 63/64 ว่าจะมีมากน้อยเพียงใด เบื้องต้นกระทรวงเกษตรและสหกรณ์คาดว่าจะมีผลิตข้าวเพิ่มขึ้นเนื่องจากปริมาณน้ำที่มีเพียงพอสำหรับการเพาะปลูก ซึ่งน่าจะส่งผลให้ราคาข้าวในประเทศปรับตัวลดลง จากราคาที่อยู่ในระดับที่สูงกว่าปกติในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา จากปัญหาภัยแล้ง ซึ่งจะทำให้ช่องว่างของราคาข้าวไทยกับข้าวของประเทศคู่แข่งลดน้อยลง ซึ่งทำให้ศักยภาพในการแข่งขันในตลาดโลกดีขึ้น และน่าจะส่งผลให้การส่งออกในปี 64 ดีกว่าในปี 63

ส่วนประเด็นที่ไทยไม่มีพันธุ์ข้าวที่ไปแข่งขันในตลาดโลกนั้น นายวัฒนศักย์ชี้แจงว่า คณะกรรมการ นบข. ได้มีมติเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2563 เห็นชอบยุทธศาตร์ข้าวไทยปี 63-67 แล้ว และวิสัยทัศน์คือไทยเป็นผู้นําการผลิต การตลาดข้าวและผลิตภัณฑ์ข้าวคุณภาพของโลก โดยเน้น “ตลาดนำการผลิต” เพื่อผลิตชนิดข้าวให้ตอบสนองความต้องการของตลาด โดยมีการจัดกลุ่มข้าวไทยเป็น 7 ชนิด ตามความต้องการของตลาด 3 ตลาด ได้แก่ (1) ตลาดพรีเมี่ยม ได้แก่ ข้าวหอมมะลิ และข้าวหอมไทย (2) ตลาดทั่วไป ได้แก่ ข้าวขาวพื้นนุ่ม ข้าวขาวพื้นแข็ง และข้าวนึ่ง และ (3) ตลาดเฉพาะ ได้แก่ ข้าวเหนียว และข้าวสีหรือข้าวคุณลักษณะพิเศษ กำหนดให้มีการพัฒนาพันธุ์ข้าวที่สามารถแข่งขันกับพันธุ์ของคู่แข่งในตลาดโลก เช่น เวียดนาม เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น รวมทั้งยกระดับและเร่งรัดการวิจัยพัฒนาพันธุ์ข้าวให้ตรงกับความต้องการของตลาดให้มีอายุเก็บเกี่ยวสั้น ต้นเตี้ย ผลผลิตสูง และคุณภาพดี (สั้น เตี้ย ดก ดี).


แทก

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *