Font Resizer

A Decrease font size. A Reset font size. A Increase font size.

55 views

ระดับความน่าเชื่อถือ BBB+ ที่ไทยได้รับจาก “ฟิทช์” แม้ในยามที่หลายประเทศทั่วโลกเผชิญวิกฤตพลังงาน อาหาร และเงินเฟ้อ


แม้ในยามที่ไทยเผชิญกับวิกฤตราคาพลังงานเหมือนกับหลายประเทศทั่วโลก จากผลกระทบสงครามรัสเซีย-ยูเครน แต่ทาง “ฟิทช์” สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระหว่างประเทศระดับชั้นนำของโลกยังคงอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยไว้ในระดับ BBB+ ระดับมีเสถียรภาพ หรือว่าง่ายๆ ยังเป็นประเทศที่น่ามาลงทุน มีความเสี่ยงน้อย นักลงทุนไม่ต้องกังวลใดๆมากนัก อีกทั้ง ฟิทช์ ยังคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปีนี้จะโตถึง 4.5% สูงกว่าหน่วยงานทางเศรษฐกิจหลายแห่งคาดการณ์ไว้เสียอีก ดังนั้นมาติดตามกันว่า “ฟิทช์” ประเมินไทยอย่างไรถึงออกมาในแง่ที่ดีขนาดนี้

*  “ฟิทช์” 1 ใน 3 สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือที่ได้รับการยอมรับมากสุดในโลก *

Fitch Ratings หรือเรียกสั้นๆ ว่า ฟิทช์ เป็น 1 ใน 3 สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือทางเศรษฐกิจที่ทั่วโลกให้การยอมรับ เหมือนกับอีก 2 สถาบัน คือ Moody’s Investor Service หรือ มูดี้ส์ และ Standard and Poor’s หรือ เอสแอนด์พี โดยฟิทช์ มีบริษัทสาขาอยู่ทั่วโลกรวมถึงในไทยที่มีผู้บริหารและผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจการเงินทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติอยู่ด้วย

*การจัดอันดับความน่าเชื่อถือของฟิทช์ *

ในการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ฟิทช์ จัดอันดับทั้งระดับบริษัทต่างๆและระดับประเทศ ซึ่งระดับประเทศพิจารณาจากอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อ ความมีเสถียรภาพของค่าเงิน ฐานะการคลัง ตลอดจนภาวะการค้า การลงทุน รวมถึงปัจจัยอื่นๆ ที่ส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม โดยการจัดอันดับความน่าเชื่อถือจะถูกแบ่งเป็นสองกลุ่ม คือ Investment Grade หรือ กลุ่มน่าลงทุน เศรษฐกิจมีเสถียรภาพหรือมีความมั่นคง แบ่งเป็นเรทติ้งสูงสุดคือ AAA ไล่ลงมาที่ AA+ AA AA- A+ A A- BBB+ BBB  BBB-  ส่วนอีกกลุ่มคือ Speculative Grade หรือกลุ่มเก็งกำไร มีความเสี่ยงสูงที่จะได้รับความเสียหายจากการลงทุน เรทติ้งตั้งแต่ระดับ BB+ ลงไปจนถึง D โดยระดับD คือ เสี่ยงสุด ไม่น่าลงทุนมากสุด

* ระดับความน่าเชื่อถือนำไปใช้อย่างไรให้เกิดประโยชน์ *

อันดับหรือเรทติ้งความน่าเชื่อถือทางเศรษฐกิจ เมื่อถูกจัดโดยสถาบันหรือบริษัทที่ได้รับการยอมรับจากทั่วโลกแล้ว ในระดับการลงทุนระหว่างประเทศจะเป็นประโยชน์ต่อนักลงทุนอย่างมาก เพราะมักใช้ข้อมูลเรทติ้งความน่าเชื่อถือไปประกอบการตัดสินใจในการลงทุน ยกตัวอย่างเช่น บริษัทข้ามชาติที่ได้พิจารณาข้อมูลการจัดอันดับแล้ว ก็มักจะเลือกมาลงทุนในประเทศที่ถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มน่าลงทุน ระบบเศรษฐกิจมั่นคง มีเสถียรภาพ ยิ่งเรทติ้งสูงยิ่งทำให้บริษัทข้ามชาติอยากมาลงทุน เพราะมีโอกาสน้อยที่ธุรกิจจะได้รับความเสียหาย แต่มีโอกาสมากที่ธุรกิจจะเติบโตมีผลกำไร ขณะที่ประเทศที่ถูกจัดให้อยู่ในอันดับที่ดี เรทติ้งสูงจะเป็นสิ่งดึงดูดนักลงทุนให้เข้ามาลงทุนในประเทศของตนเอง เพื่อให้เกิดรายได้เพิ่มขึ้นของประชาชนจากการจ้างงาน รัฐมีรายได้เพิ่มจากการจัดเก็บภาษี รวมทั้งได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตใหม่ๆ จากบริษัทที่เข้ามาลงทุนด้วย

*  ฟิทช์ จัดเรทติ้งให้ไทยอย่างไร ทำไมถึงได้ BBB+ *

การจัดอันดับล่าสุดของฟิทช์ จัดให้ไทยอยู่ในกลุ่มน่าลงทุน เศรษฐกิจมีเสถียรภาพหรือมีความมั่นคง ในระดับBBB+ คงมุมมองความน่าเชื่อถือ (Outlook) อยู่ในระดับมีเสถียรภาพ (Stable Outlook) โดยมองว่า ภาคการคลังสาธารณะของไทยในปีนี้จะขาดดุลงบประมาณลดลง สัดส่วนหนี้ภาครัฐบาลต่อGDP จะเพิ่มขึ้นอยู่ที่เพียงร้อยละ 55.4 ต่อGDP ซึ่งอยู่ในระดับค่ากลางเดียวกับกลุ่มประเทศที่มีอันดับความน่าเชื่อถือในระดับเดียวกัน เศรษฐกิจจะขยายตัวที่ร้อยละ 4.5 ต่อGDP จากการฟื้นตัวภายในประเทศและการกลับมาของนักท่องเที่ยวที่จะเพิ่มขึ้นจาก 6.5 ล้านคนที่คาดว่าจะมีภายในสิ้นปีนี้ เป็น 22 ล้านคนในปีหน้า 2566 ในส่วนของภาคการเงินต่างประเทศ ประเทศไทยยังแข็งแกร่ง มีทุนสำรองระหว่างประเทศอยู่ในระดับสูงและเพียงพอต่อการใช้จ่าย นอกจากนี้ฟิทช์ ยังคาดว่า ดุลบัญชีเดินสะพัดของประเทศไทยปีนี้จะขาดดุลร้อยละ 1.8 ต่อ GDP ลดลงจากร้อยละ 2.1 ต่อ GDP ในปี 2564 และจะกลับมาเกินดุลที่ร้อยละ 1.0 ต่อ GDP ในปี 2566 และร้อยละ 2.8 ต่อ GDP ในปี 2567 จากภาคการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวมากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้หากพิจารณาจากตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจที่ ฟิทช์ นำมาประกอบการจัดอันดับความน่าเชื่อถือของไทยแล้ว เห็นได้ว่า ฟิทช์ ให้ความสำคัญกับตัวชี้วัดอย่างน้อย 3 ตัว คือ 1. การเติบโตของเศรษฐกิจไทยปีนี้ ที่ฟิทช์ คาดการณ์ไว้ว่าจะโตขึ้นถึงร้อยละ 4.5 จากภาคธุรกิจที่ฟื้นตัวจากโควิดและภาคการท่องเที่ยวที่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามามากขึ้นต่อเนื่องหลังรัฐบาลเปิดประเทศและผ่อนคลายมาตรการป้องกันโควิดลงแทบทุกอย่าง โดยตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจจากการคาดการณ์ของฟิทช์ ที่ร้อยละ 4.5 สูงกว่าสำนักทางเศรษฐกิจหลายแห่งคาดการณ์ไว้เสียอีก ส่วนมากคาดไว้ในระดับร้อยละ 3-4 เท่านั้น

2. สัดส่วนหนี้ภาครัฐบาล ต่อ GDP จะอยู่ที่ร้อยละ 55.4 ฟิทช์มองว่าเป็นอัตราหนี้ที่อยู่ในระดับค่ากลางเดียวกับกลุ่มประเทศที่มีอันดับความน่าเชื่อถือในระดับเดียวกัน นั่นหมายความว่าหนี้ภาครัฐบาลหรือหนี้สาธารณะไม่ได้สูงไปกว่าประเทศอื่นในระดับเดียวกันและไม่ได้ส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจทั้งหมดของประเทศมากนัก โดยกรอบเพดานหนี้สาธารณะของไทยอยู่ที่ร้อยละ70 ต่อGDP จึงยังเหลือช่องว่างอีกพอควรที่อัตราหนี้จะชนเพดาน แต่ขณะนี้ก็ยังไม่มีสัญญาณใดบ่งชี้ว่าหนี้สาธารณะจะไปถึงจุดชนเพดานดังกล่าวได้ ซึ่งประเด็นนี้นางแพตริเซีย มงคลวนิช ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ กระทรวงการคลัง อธิบายว่า รัฐบาลได้บรรเทาความเสี่ยงของหนี้ ด้วยการบริหารจัดการทางการคลังอย่างรอบคอบ มีตลาดทุนในประเทศที่มั่นคง และหนี้สาธารณะส่วนใหญ่เป็นหนี้สกุลเงินบาท จึงไม่ได้รับความเสียหายจากความผันผวนของค่าเงินต่างประเทศมากนัก หนี้สาธารณะจึงควบคุมและบริหารให้อยู่ในภาวะที่เหมาะสมได้สะดวก

3.เงินทุนสำรองระหว่างประเทศที่อยู่ในหลายรูปแบบ อย่าง พันธบัตรต่างประเทศ ทองคำ เงินสกุลต่างประเทศฯ ของไทยอยู่ในระดับสูง โดยการสำรวจเมื่อเดือนที่ผ่านมาพบว่าไทยมีเงินทุนสำรองสูงถึง 213,277 ล้านเหรียญสหรัฐฯ สูงเป็นอันดับ 12 ของโลก จาก 193 ประเทศ และสูงกว่าประเทศใหญ่ๆ อย่าง สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร เยอรมันณี ฝรั่งเศส เสียอีก จึงทำให้ไทยมีความมั่นคงทางการเงินสูงระดับหนึ่ง

โดยทั้ง 3 ตัวชี้วัดที่ยกตัวอย่างมา น่าจะเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ ฟิทช์ ยังคงความน่าเชื่อถือของเศรษฐกิจไทยไว้ที่ระดับมีเสถียรภาพ BBB+ ประเทศที่น่าลงทุน เศรษฐกิจมั่นคง แม้ในยามที่ทั้งโลกกำลังเผชิญกับวิกฤตด้านพลังงาน อาหาร และเงินเฟ้อ ก็ตาม


ข่าวที่เกี่ยวข้อง