Font Resizer

A Decrease font size. A Reset font size. A Increase font size.

59 views

บันทึกเหตุการณ์สำคัญ ฟื้นสัมพันธ์ ไทย – ซาอุฯ สู่ระดับปกติเหมือนกว่า 30 ปีก่อน


เป็นเวลากว่า 6 เดือน นับตั้งแต่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พร้อมคณะ เดินทางเยือนซาอุดีอาระเบีย ตามคำเชิญของมกุฎราชกุมาร แห่งซาอุฯ ซึ่งเป็นการเยือนระดับผู้นำของสองประเทศครั้งแรกในรอบ32ปี ที่สำคัญเพื่อฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างกัน และพัฒนาการในทางบวกที่จะเป็นประโยชน์ต่อสองประเทศ  หลังมีปัญหาระหว่างกันเมื่ออดีตกว่า30ปีก่อน

ตลอด ระยะเวลากว่า 6 เดือนแห่งการฟื้นความสัมพันธ์ มีความก้าวหน้าในหลายด้าน ทั้งด้านการทูต การต่างประเทศ การค้าการลงทุน ท่องเที่ยว แรงงาน ฯ มีเหตุการณ์สำคัญดังนี้

เหตุการณ์สำคัญฟื้นความสัมพันธ์ไทยซาอุฯ

25-26 ม.ค.2565  พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พร้อมคณะ เช่น นายดอน ปรมัตถ์วินัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ  นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน  นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เยือนซาอุฯ โดยระหว่างเยือนนั้น คณะของนายกรัฐมนตรีได้เข้าเฝ้าและพบปะหารือกับเจ้าชายมุฮัมมัด บิน ซัลมาน บิน อับดุลอะซีซ อัลซะอูด มกุฎราชกุมาร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ซาอุดีอาระเบีย หลังจากนั้น พล.อ.ประยุทธ์ ได้บอกถึงผลการหารือว่า ทั้ง 2ฝ่าย เห็นพ้องยกระดับผู้แทนทางการทูตของทั้งสองประเทศ จากอุปทูตให้กลับมาเป็นระดับเอกอัครราชทูตดังเดิม รวมทั้งพิจารณาจัดตั้งกลไกความร่วมมือทวิภาคี เพื่อผลักดันกรอบนโยบายและแผนความร่วมมือต่างๆ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน

ความสัมพันธ์ที่ทั้ง 2 ประเทศจะได้รับจากการฟื้นฟู มี 9 ด้าน เช่น ด้านการท่องเที่ยว จะมีการแลกเปลี่ยนการเยือนในระดับประชาชนมากขึ้น , ด้านแรงงาน ไทยจะส่งแรงงานไปยังซาอุฯ ให้ใกล้เคียงกับ30กว่าปีก่อน ที่มีแรงงานไทยไปทำงานที่ซาอุฯ กว่า 3 แสนคน , ด้านอาหาร ไทยมีความอุดมสมบูรณ์ด้วยผลิตผลทางการเกษตร มีศักยภาพในการผลิตและพร้อมส่งออกให้แก่ซาอุฯ , ด้านการค้าและการลงทุน ทั้งสองฝ่ายพร้อมลงทุนระหว่างกัน เช่น ภาคเอกชนไทยพร้อมเข้าไปลงทุนธุรกิจผลิตภัณฑ์อาหาร สินค้าอุปโภคบริโภค สินค้าตกแต่งภายในฯ ส่วนซาอุฯ ก็สนใจมาลงทุนด้านพลังงานในพื้นที่ EEC ของไทย เป็นต้น

7 ก.พ. 2565 นายดอน ปรมัติถ์วินัย รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การต่างประเทศ ตอบกระทู้ถามสดในที่ประชุมวุฒิสภา ระบุว่า ตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้กราบบังคมทูลเชิญเจ้าชายมุฮัมมัด บิน ซัลมาน บิน อับดุลอะซีซ อัลซะอูด มกุฎราชกุมาร รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ของซาอุดีอาระเบีย เสด็จฯ เยือนประเทศไทย ต่อจากนั้นกระทรวงการต่างประเทศของไทย มีหนังสือกราบบังคมทูลเชิญเป็นลายลักษณ์อักษร ซึ่งพระองค์ทรงตอบรับคำเชิญ จะเยือนไทยภายในปีนี้

28 ก.พ.2565 การเยือนซาอุฯ ของนายกรัฐมนตรีพร้อมคณะ เริ่มส่งผลสำเร็จเป็นรูปธรรม เมื่อเครื่องบินของสายSaudia Airlines นำนักท่องเที่ยวซาอุฯ 71คน บินจากซาอุฯ มาลงจอดที่สนามบินสุวรรณ นับเป็นเที่ยวบินตรงปฐมฤกษ์ระหว่าง2ประเทศในรอบ32ปี และหลังจากนั้นทางซาอุฯ ได้มีเที่ยวบินตรงมายังไทย 3 เที่ยวบิน/สัปดาห์ ถือเป็นการเปิดศักราชใหม่ของนักท่องเที่ยวจากซาอุฯ ในการกลับมาเยือนเมืองไทยอีกครั้ง ทำให้ทางการท่องเที่ยวไทยตั้งเป้าดึงนักท่องเที่ยวชาวซาอุฯที่ส่วนมากมีกำลังซื้อสูงให้เข้ามาไทยระดับหลักแสนคนต่อปี

28 มีนาคม 2565  นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน พร้อมคณะร่วมพิธีลงนามข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ด้านแรงงาน 2 ฉบับ กับนายอะห์หมัด บิน สุไลมาน อัลรอยิฮี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรมนุษย์และการพัฒนาสังคมซาอุดีอาระเบีย ที่กรุงริยาด โดยการลงนามดังกล่าวถือเป็นก้าวสำคัญที่จะทำให้การจัดหาแรงงานไทยไปทำงานในประเทศซาอุฯ ถูกต้องตามกฎหมาย คำนึงถึงพันธกรณีด้านแรงงานของทั้งสองประเทศ การต่อต้านการค้ามนุษย์ การปกป้องคุ้มครองสิทธิของนายจ้างและแรงงาน รวมถึงการบังคับใช้กฎระเบียบสัญญาจ้างงานระหว่างกันที่เป็นธรรม แรงงานได้รับค่าจ้าง สวัสดิการและสิทธิประโยชน์ตามกฎหมาย

ผลจากการฟื้นฟูความสัมพันธ์ ทำให้ไทยส่งออกไก่ไปยังซาอุฯ ได้เป็นครั้งแรกในรอบ 18 ปี หรือตั้งแต่ปี 2547 โดยการส่งออกล็อตแรก เป็นไก่แปรรูปจำนวน 5 ตู้สินค้า น้ำหนัก 100 ตัน ของบริษัทเจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ

ทั้งนี้กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงการต่างประเทศ และคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย ได้ประสานงานกับทางการซาอุฯ จนทำให้โรงงานแปรรูปไก่ของไทย 11 โรงงาน ( ซีพีเอฟ 5 โรงงาน) ผ่านมาตรฐานการผลิตฮาลาล ที่องค์การอาหารและยาของซาอุฯ กำหนด ทำให้ไทยตั้งเป้าส่งออกไก่ไปยังซาอุฯ ทั้งปี2565 นี้ จำนวน 1 หมื่นตัน

15 – 19 พ.ค.2565 นายดอน ปรมัตถ์วินัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นำคณะผู้แทนหน่วยราชการด้านเศรษฐกิจ นักธุรกิจและภาคเอกชนไทยกว่า 100 คน เยือนซาอุฯ ถือเป็นการสานต่อผลจากการเยือนของพล.อ.ประยุทธ์ เมื่อปลายเดือนมกราคม โดยนายดอน ได้หารือทวิภาคีกับเจ้าชายฟัยศ็อล บินฟัรฮาน อัลซะอูด รัฐมนตรีต่างประเทศซาอุฯ , นายคาหลิด อับดุลอะซีซ อัลฟาลิฮ์ รัฐมนตรีกระทรวงการลงทุนซาอุฯ รวมทั้งเจ้าชายอับดุลลาซิส บินซัลมาน อัล ซะอูล รัฐมนตรีกระทรวงพลังงานซาอุฯ

ขณะที่ภาคเอกชนทั้งสองฝ่ายได้ร่วมงานฟอรั่มการลงทุนซาอุฯ-ไทย แลกเปลี่ยนข้อมูลและจับคู่ทางธุรกิจ เพื่อหารือในรายละเอียดทางการค้าการลงทุนระหว่างกัน นอกจากนี้คณะของไทยยังได้เข้าเยี่ยมชม ” คิง อับดุลลา ซิตี้ ” ในเมืองเจดดาห์ เขตเศรษฐกิจที่สำคัญของซาอุฯ และเมืองอัล-อูลา หนึ่งในโครงการขนาดใหญ่ตามวิสัยทัศน์ซาอุดีอาระเบีย 2030 เพื่อสำรวจศักยภาพและลู่ทางในการส่งเสริมความร่วมมือและการลงทุนในด้านการท่องเที่ยว การบริการ การโรงแรมระหว่างกัน

15 – 23 มิ.ย.2565 กระทรวงแรงงาน เปิดรับสมัครผู้สนใจไปทำงานซาอุฯ จำนวน 309 อัตรา ประกอบด้วยตำแหน่งพยาบาล ผู้ช่วยพยาบาล และช่างฝีมือ โดยแรงงาน 309 อัตรานี้เป็นไปตาม MOU 2 ฉบับ ที่กระทรวงแรงงานลงนามกับทางการซาอุฯ เมื่อปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา และเป็นล็อตแรกตามที่ทางการซาอุฯ แจ้งตำแหน่งงานว่างมา ทั้งนี้กระทรวงแรงงานจะส่งแรงงานล็อตแรกไปซาอุฯ ได้ภายใน45 วัน หลังปิดรับสมัคร

5 ก.ค.2565 นักธุรกิจจากหอการค้ามณฑลริยาด ซาอุฯ กว่า100 คน เดินทางไปเยี่ยมชมพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC ของไทย พร้อมให้ความสนใจกลุ่มอุตสาหกรรมดิจิทัลนวัตกรรมขั้นสูง อุตสาหกรรมท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ อุตสาหกรรมอาหารและแปรรูป อุตสาหกรรมพลังงานสะอาด และอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า คาดว่าหลังจากนี้จะเกิดการลงทุนในEEC จากนักลงทุนซาอุฯ มากขึ้น

5 ก.ค.2565 สภาหอการค้าไทยยังได้นำคณะนักธุรกิจจากหอการค้ามณฑลริยาด ซาอุฯ เข้าเยี่ยมชมการดำเนินงานของศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสถาบันมาตรฐานฮาลาลแห่งประเทศไทย โดยศูนย์ดังกล่าวเป็นหน่วยงานด้านวิทยาศาสตร์ฮาลาลแห่งแรกในโลก มีศักยภาพ และมีประสบการณ์ในการพัฒนาเทคโนโลยี วิจัยและสร้างนวัตกรรมฮาลาล ตลอดจนเป็นหน่วยงานรับรองมาตรฐานฮาลาลทั้งในระดับประเทศและระดับสากล สอดรับกับการที่ไทยเป็นแหล่งผลิตอาหารที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลก และสินค้าฮาลาลหลายอย่างของไทยได้รับความนิยม เป็นที่ต้องการของตลาดอย่างมาก

การที่คณะนักธุรกิจซาอุฯ เข้าเยี่ยมชมหน่วยงานด้านฮาลาลของไทยในครั้งนี้ จึงถือเป็นโอกาสสำคัญของประเทศที่จะสร้างความเชื่อมั่น แสดงถึงความพร้อม และศักยภาพของไทย ซึ่งจะมีส่วนช่วยให้เกิดการส่งออกอาหารฮาลาลไปยังภูมิภาคตะวันออกกลางได้อย่างก้าวกระโดด หลังจากที่ทั้งสองประเทศได้กลับมาพัฒนาความสัมพันธ์ร่วมกันในทุกมิติ

6 ก.ค.2565  นักธุรกิจจากหอการค้ามณฑลริยาด ซาอุฯ กว่า100 คน เข้าร่วมงานThai – Saudi Business Forum ที่สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เป็นเจ้าภาพจัดขึ้น ณ ไอคอนสยาม กรุงเทพฯ เพื่อขยายผลความสัมพันธ์ด้านการค้าการลงทุน ภายในงานทางหอการค้ามณฑลริยาดได้ลงนามข้อตกลงร่วมกันจำนวน 12 ฉบับกับหอการค้าไทย เพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ทางธุรกิจและอำนวยความสะดวกในการลงทุนระหว่างนักธุรกิจของทั้งสองประเทศ ซึ่งจะทำให้มีมูลค่าการค้าระหว่างกันเพิ่มขึ้นอีกหลายหมื่นล้านบาทต่อปี

6 ก.ค. 2565 กระทรวงพาณิชย์ เผยตัวเลขการส่งออกสินค้าของไทยไปยังซาอุฯ ใน 5 เดือนแรกของปีนี้ มีมูลค่ากว่า 25,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 23.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมูลค่าการส่งออกสินค้าที่เพิ่มมากขึ้น คาดว่า เป็นผลจากการกลับมาฟื้นฟูความสัมพันธ์ของสองประเทศ สินค้าที่ส่งออกไปซาอุฯ มากสุดใน 5 เดือนแรกของปี คือ กลุ่มสินค้าเกษตรที่มีศักยภาพ เช่น อาหารฮาลาล ข้าว ไก่สด ผลไม้ เนื้อปลา และกลุ่มอุตสาหกรรม เช่น รถยนต์และส่วนประกอบ เครื่องใช้ไฟฟ้า เป็นต้น

19 ส.ค.2565  การบินไทย สายการบินแห่งชาติของไทย จะเริ่มทำการบินเส้นทางไป-กลับ กรุงเทพฯ-เจดดาห์ สัปดาห์ละ 4 เที่ยวบิน ทำการบินทุกวันจันทร์ พุธ ศุกร์ และอาทิตย์  โดยการเปิดเที่ยวบินดังกล่าวเป็นการเน้นย้ำถึงสัมพันธภาพที่ดียิ่งระหว่างสองประเทศ หลังการฟื้นฟูความสัมพันธ์มากว่า 6 เดือน

ทั้งหมดที่ว่ามา คือเหตุการณ์สำคัญที่พอจะบันทึกไว้ได้ในช่วงกว่า 6 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งเป็นช่วงเวลาแห่งการฟื้นฟูความสัมพันธ์และความร่วมมือของทั้ง2ประเทศ และจากนี้ทั้ง 2 ประเทศยังต้องเดินหน้าฟื้นฟูความสัมพันธ์ต่อไป เพื่อการพัฒนาคืนสู่ความสัมพันธ์อันดีเฉกเช่น 32ปีก่อน


ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *