กระทรวงการต่างประเทศ ออกแถลงการณ์ เรื่องการส่งทหารกัมพูชา 18 คน กลับกัมพูชา โดยระบุว่า เมื่อเวลา 10.00 น. ฝ่ายไทยได้ส่งทหารชาวกัมพูชา 18 คนที่ถูกทางการไทยควบคุมตัวกลับสู่มาตุภูมิ ซึ่งเป็นการดำเนินการตามข้อ 11 ของถ้อยแถลงร่วม (Joint Statement) ระหว่างไทยกับกัมพูชาที่ได้ลงนามในการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป สมัยพิเศษ ครั้งที่ 3/2568 เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 ซึ่งระบุว่า ไทยจะส่งทหารกัมพูชา 18 คนกลับกัมพูชา ภายหลังจากการหยุดยิงเป็นเวลาต่อเนื่อง 72 ชั่วโมง และเป็นไปตามเจตนารมณ์ของถ้อยแถลงร่วม (Joint Declaration) ระหว่างไทยกับกัมพูชาที่ลงนามเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2568 ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย
ซึ่งนับตั้งแต่ทหารกัมพูชาทั้ง 18 คนถูกควบคุมโดยทางการไทย ทหารเหล่านี้ได้รับการดูแลตามกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ รวมถึงอนุสัญญาเจนีวา ค.ศ. 1949 และหลักเกณฑ์และแนวปฏิบัติด้านมนุษยธรรมของคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (International Committee of the Red Cross : ICRC) โดยทางการไทยได้อนุญาตให้ ICRC เข้าเยี่ยมเป็นระยะๆ และประสานการนำส่งจดหมายของทหารกัมพูชาเพื่อติดต่อกับครอบครัว การส่งกลับทหารกัมพูชาดังกล่าวสอดคล้องกับอนุสัญญาเจนีวาฯ ฉบับที่ 3 เกี่ยวกับการปฏิบัติต่อเชลยศึก โดยทางการไทยได้ตรวจสุขภาพก่อนส่งกลับ และแจ้งให้ทราบถึงสิทธิต่าง ๆ ตามอนุสัญญาเจนีวาฯ เพื่อประกันว่า การเดินทางกลับมาตุภูมิเป็นไปบนพื้นฐานของความสมัครใจปลอดภัยและมีศักดิ์ศรี และ ICRC ได้แจ้งให้ครอบครัวของทหารกัมพูชาทราบถึงการส่งกลับครั้งนี้ด้วย นอกจากนี้ ICRC และคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน (ASEAN Observer Team : AOT) ได้ร่วมสังเกตการณ์การส่งกลับ
การส่งทหารทั้ง 18 คนกลับกัมพูชา สะท้อนถึงเจตนารมณ์ของไทยที่จะเสริมสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจกับกัมพูชา และเป็นการแสดงถึงการยึดมั่นในอนุสัญญาเจนีวา ค.ศ. 1949 และหลักมนุษยธรรมระหว่างประเทศของไทย โดยไทยหวังว่า กัมพูชาจะตอบสนองเจตนารมณ์ดังกล่าว ด้วยการกระทำที่เป็นรูปธรรม เพื่อส่งเสริมสันติภาพที่ยั่งยืนระหว่างสองประเทศต่อไป
ขณะที่สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ออกแถลงการณ์ในประเด็นสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา โดย สมช. ยืนยันว่าการลงนามในถ้อยแถลงร่วม (Joint Statement) ระหว่างไทยกับกัมพูชา นั้น เป็นผลจากการพิจารณาและตัดสินใจร่วมกันของรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างรอบคอบ โดยให้ความสำคัญสูงสุดกับการคุ้มครองชีวิต ความปลอดภัย และความเป็นอยู่ของเจ้าหน้าที่และประชาชน ทั้งนี้ ประเทศไทยยังคงยึดมั่นในหลักการแห่งสันติภาพและการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี
ส่วนเรื่องการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ไทย-กัมพูชา สมช. มีการบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คือ กระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทย และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อให้ความช่วยเหลือและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบทั้งเจ้าหน้าที่ของรัฐและประชาชนอย่างเหมาะสม ครอบคลุม และต่อเนื่อง ตลอดจนดูแลความเป็นอยู่และความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่อย่างเต็มที่
สำหรับประเด็นด้านมนุษยธรรม ที่ผ่านมาประเทศไทยให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อหลักกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศและกฎหมายระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง โดยให้ความสำคัญกับการคุ้มครองชีวิต ศักดิ์ศรี และความปลอดภัยของบุคคลที่ไม่เข้าร่วมการสู้รบเป็นหลัก จึงนำมาซึ่งการปล่อยตัวทหารกัมพูชาจำนวน 18 คนสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของประเทศไทยในการปฏิบัติตามหลักมนุษยธรรมและพันธกรณีระหว่างประเทศอย่างเคร่งครัด ประเทศไทยคาดหวังให้กัมพูชา แสดงท่าทีและบทบาทอย่างเป็นรูปธรรมในการปฏิบัติตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ และหลักมนุษยธรรมในลักษณะเดียวกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความปลอดภัยของประชาชน เช่น การคุ้มครองสวัสดิภาพและอำนวยความสะดวกคนไทยในกัมพูชาให้กลับประเทศได้อย่างปลอดภัย การป้องกันอันตรายจากทุ่นระเบิดสังหารบุคคล เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์สูญเสียซ้ำแล้วซ้ำเล่า การยึดมั่นในหลักมนุษยธรรมและการปฏิบัติตามพันธกรณีตามอนุสัญญาว่าด้วยการห้ามใช้ สะสม ผลิต และโอนทุ่นระเบิดสังหารบุคคล และการทำลายทุ่นระเบิด (Ottawa Convention) อย่างจริงใจ จะเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างความไว้วางใจ สันติภาพ และความปลอดภัยอย่างยั่งยืนตามแนวชายแดนและในภูมิภาคโดยรวม
นอกจากนี้ยังมีความร่วมมือในการปราบปรามอาชญากรรมทางไซเบอร์ และการหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต ซึ่งที่ผ่านมา สำนักงานตำรวจแห่งชาติของไทยได้จัดทำแผนปฏิบัติการเพื่อความร่วมมือในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติรวมถึงการหลอกลวงทางไซเบอร์และการค้ามนุษย์ร่วมกับกัมพูชา แต่การดำเนินการยังไม่มีความคืบหน้ามากนัก จึงต้องการเห็นกัมพูชาร่วมมือในการดำเนินการปราบปรามอาชญากรรมดังกล่าวอย่างเด็ดขาดและเป็นรูปธรรม เพื่อความมั่นคงของภูมิภาค
ประเด็นเขตแดน การแก้ไขปัญหาดังกล่าวจะดำเนินการภายใต้กลไกคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (Joint Boundary Commission : JBC) ไทย-กัมพูชา ซึ่งไทยปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศ เเละสนธิสัญญาที่เกี่ยวข้อง และยึดถือตามแผนที่ 1 : 50,000 เป็นหลัก เนื่องจากมีความชัดเจน ถูกต้องแม่นยำ สอดคล้องกับภูมิประเทศจริง และลากเส้นตามฐานของกฎหมายระหว่างประเทศ อย่างไรก็ตาม การประชุม JBC ที่จะมีขึ้นในอนาคตจำเป็นต้องคำนึงถึงเงื่อนไขและห้วงเวลาที่เหมาะสม เนื่องจากรัฐบาลปัจจุบันเป็นรัฐบาลรักษาการ ดังนั้น จึงเป็นหน้าที่ของรัฐบาลในอนาคตที่จะพิจารณาการดำเนินการในเรื่องดังกล่าวต่อไป ซึ่งอาจมีการทบทวนบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบก (MOU 43) จึงต้องคำนึงถึงเงื่อนไขในอนาคตด้วย
นอกจากนี้แม้จะครบกำหนดตามข้อตกลงหยุดยิง 72 ชั่วโมงแล้วก็ตาม แต่การเฝ้าระวังยังคงดำเนินการต่อเนื่อง โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เชิญนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ พลเอกณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ร่วมหารือ เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2568 ภายหลังครบกำหนดข้อตกลงหยุดยิง 72 ชั่วโมง ระหว่างไทยและกัมพูชา ทั้งนี้นายกรัฐมนตรี กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเฝ้าระวังในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชาอย่างต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้มีการละเมิดข้อตกลงในช่วงวันหยุดเทศกาลปีใหม่ และสร้างความสบายใจให้กับประชาชน โดยยืนยันว่ารัฐบาลจะดูแลความปลอดภัยของประชาชนอย่างดีที่สุด
อีกทั้ง นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ยังได้สั่งการและกำชับผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 76 จังหวัด ดำเนินการในการรักษาความมั่นคงของชาติ ตลอดจนความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยในส่วนของผู้ว่าราชการจังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา ทั้ง 7 จังหวัด ให้บูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานความมั่นคงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ ติดตามและเฝ้าระวังสถานการณ์ในพื้นที่ตลอดแนวชายแดนไทย-กัมพูชาอย่างเคร่งครัด และเตรียมความพร้อมรับมือกับเหตุการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา อย่างเต็มศักยภาพ ตลอดจนการจัดหาเครื่องอุปโภคบริโภคและน้ำดื่มให้เหมาะสมและเพียงพอ ในกรณีที่ประชาชนต้องอพยพออกจากที่พักอาศัยด้วย นอกจากนี้ ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด บูรณาการความร่วมมือกับตำรวจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ เตรียมความพร้อมช่วยเหลือและอำนวยความความสะดวกประชาชนที่เดินทางไป-กลับภูมิลำเนา หรือสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ และการดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนโดยทั่วไปในภาพรวม
ดร.มหัทธนะ อัมพรพิสิฏฐ์ กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า ธอส. ได้จัดทำมาตรการช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ทั้งการพักชำระหนี้นานสูงสุด 1 ปี ลดอัตราดอกเบี้ย 0% และผ่อนปรนการชำระเงินงวด รวมทั้งสินเชื่อเพื่อปลูกสร้าง หรือซ่อมแซมที่อยู่อาศัย เพื่อช่วยให้ประชาชนสามารถฟื้นฟูคุณภาพชีวิต และลดภาระทางการเงิน ครอบคลุมลูกค้าทุกกลุ่ม ประกอบด้วย
มาตรการที่ 1 สำหรับลูกค้าปัจจุบันที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสหรือที่อยู่อาศัยเสียหายจากสถานการณ์ข้อพิพาทชายแดน ได้รับการลดอัตราดอกเบี้ยเหลือ 0.01% ต่อปี (จากอัตราดอกเบี้ยปัจจุบัน) นาน 5 ปีแรก และปีที่ 6 จนถึงตลอดอายุสัญญา กรณีลูกค้ารายย่อย เท่ากับ MRR-0.75% ต่อปี กรณีลูกค้าสวัสดิการ เท่ากับ MRR-1.00% ต่อปี และกรณีซื้ออุปกรณ์ฯ / ชำระหนี้ เท่ากับ MRR (อัตราดอกเบี้ย MRR ของ ธอส. ปัจจุบันอยู่ที่ 6.195% ต่อปี)
มาตรการที่ 2 สำหรับลูกค้าปัจจุบันที่ประสบปัญหาที่อยู่อาศัยเสียหายทั้งหลังจนไม่สามารถอยู่อาศัยได้ หรือทุพพลภาพถาวร หรือเสียชีวิต ได้รับการลดอัตราดอกเบี้ยเหลือ 0.01% ต่อปี (จากอัตราดอกเบี้ยปัจจุบัน) ตลอดอายุสัญญา
มาตรการที่ 3 สำหรับลูกค้าในพื้นที่ที่ต้องการกู้เพื่อปลูกสร้างอาคารใหม่ทดแทนอาคารเดิม ได้รับอัตราดอกเบี้ย 6 เดือนแรก 0% ต่อปี เดือนที่ 7 – 12 เท่ากับ 0.50% ต่อปี ปีที่ 2 – 3 เท่ากับ 2.50% ต่อปี ปีที่ 4-5 เท่ากับ 3.50% ต่อปี ปีที่ 6-10 เท่ากับ MRR-2.00% ต่อปี และปีที่ 11 จนถึงตลอดอายุสัญญา กรณีลูกค้ารายย่อย เท่ากับ MRR-0.75% ต่อปี กรณีลูกค้าสวัสดิการ เท่ากับ MRR-1.00% ต่อปี
มาตรการที่ 4 สำหรับลูกค้าสถานะ NPL ที่เสียชีวิต ทุพพลภาพถาวร หรือหลักประกันได้รับความเสียหายทั้งหลังจนไม่สามารถพักอาศัยได้ โดยในช่วงเดือนที่ 1–12 ได้รับอัตราดอกเบี้ย 0% และปลอดการผ่อนชำระเงินงวด จากนั้นผ่อนชำระด้วยอัตราดอกเบี้ยเพียง 0.01% ต่อปี ตลอดระยะเวลาคงเหลือ
มาตรการที่ 5 สำหรับลูกค้าสถานะ NPL ที่บาดเจ็บสาหัส หรือหลักประกันได้รับความเสียหาย ให้ประนอมหนี้ระยะเวลาไม่เกิน 5 ปี โดยเดือนที่ 1–12 ได้รับอัตราดอกเบี้ย 0% พร้อมปลอดการผ่อนชำระเงินงวด เดือนที่ 13–60 คิดอัตราดอกเบี้ย 0.01% ต่อปี และผ่อนชำระเงินงวดไม่น้อยกว่าดอกเบี้ยรายเดือน และเมื่อผ่อนชำระครบกำหนดแล้ว ให้กลับมาใช้อัตราดอกเบี้ยตามสิทธิเดิมก่อนที่จะใช้มาตรการนี้
มาตรการที่ 6 สำหรับลูกค้าสถานะ NPL ที่ได้รับผลกระทบด้านรายได้ ให้ประนอมหนี้ระยะเวลาไม่เกิน 1 ปี โดยเดือนที่ 1–6 ได้รับอัตราดอกเบี้ย 0% และผ่อนชำระเดือนละ 1,000 บาท เพื่อนำไปตัดเงินต้นทั้งหมด เดือนที่ 7–12 คิดอัตราดอกเบี้ย 1.00% ต่อปี และผ่อนชำระเงินงวดไม่น้อยกว่าดอกเบี้ยรายเดือนบวก 100 บาท และเมื่อผ่อนชำระครบกำหนดแล้ว ให้กลับมาใช้อัตราดอกเบี้ยตามสิทธิเดิมก่อนที่จะใช้มาตรการนี้
นอกจากนี้ ธอส. ยังมีผลิตภัณฑ์สินเชื่อสำหรับลูกค้าปัจจุบันที่ต้องการต่อเติม หรือซ่อมแซมอาคาร หรือซื้ออุปกรณ์ฯ ที่ได้รับความเสียหาย ผ่านสินเชื่อซ่อม-แต่ง และสินเชื่อซ่อม-แต่ง Plus วงเงินกู้สูงสุดไม่เกิน 300,000 บาทต่อราย ระยะเวลากู้นานสูงสุด 5 ปี โดยวงเงิน 100,000 บาทแรก คิดอัตราดอกเบี้ยคงที่เพียง 1% ต่อปี นาน 3 ปี และวงเงิน 200,000 บาทถัดมา ปีที่ 1-3 คิดอัตราดอกเบี้ย 1.99% ต่อปี และปีที่ 4-5 คิดอัตราดอกเบี้ย 3.50% ต่อปี โดยไม่ต้องจดทะเบียนการจำนองเพิ่ม ณ สำนักงานที่ดิน
ผู้ที่สนใจสามารถเข้าร่วมมาตรการหรือยื่นกู้ได้ตั้งแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ G H Bank Call Center โทร 0-2645-9000 และติดตามข่าวสารของธนาคารได้ที่ G H Bank Social Media ทุกช่องทาง








