นายพงศ์นคร โภชากรณ์ ผู้อำนวยการกองนโยบายพัฒนาระบบการเงินภาคประชาชน สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะผู้ช่วยโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยตัวเลขการใช้จ่ายโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” ที่สิ้นสุดเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2568 เวลา 23.00 น. โดยมีผู้ใช้สิทธิ 19.76 ล้านราย มีประชาชนใช้สิทธิครบวงเงินจำนวน 9,211,118 ราย และมียอดใช้จ่ายผ่านโครงการฯ รวม 84,185.73 ล้านบาท โดยแบ่งเป็น ส่วนที่ 1 เงินที่ประชาชนใช้จ่าย 42,810.64 ล้านบาท ประกอบด้วยการใช้จ่ายผ่านร้านค้าทั่วไปจำนวน 41,251.73 ล้านบาท และใช้จ่ายผ่านผู้ให้บริการระบบขนส่งอาหาร (Food Delivery Platform) จำนวน 1,558.91 ล้านบาท และส่วนที่ 2 เงินที่รัฐร่วมจ่าย 41,375.09 ล้านบาท ประกอบด้วยการใช้จ่ายผ่านร้านค้าทั่วไปจำนวน 39,899.53 ล้านบาท และรัฐร่วมจ่ายผ่าน Food Delivery Platform จำนวน 1,475.56 ล้านบาท สำหรับจำนวนร้านค้าที่ผ่านการตรวจสอบข้อมูลและเข้าร่วมโครงการสะสมจำนวนทั้งสิ้น จำนวน 999,350 ราย ในจำนวนนี้เป็นร้านอาหารและเครื่องดื่ม ที่รับชำระผ่าน Food Delivery Platform จำนวน 89,799 ราย นอกจากนี้ยังมีร้านค้าหรือผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการพัฒนาความรู้ทักษะ (Upskill) หรือเรียนรู้ทักษะใหม่ (Reskill) สำเร็จ จำนวน 98,930 ราย
ผลการดำเนินโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” แสดงให้เห็นถึงความร่วมมือของประชาชนและผู้ประกอบการที่มีส่วนช่วยส่งเสริมการบริโภคในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ซึ่งการดำเนินโครงการฯ ทำให้มีเม็ดเงินลงสู่ระบบเศรษฐกิจจำนวนประมาณ 84,185.73 ล้านบาท ช่วยกระตุ้นให้เศรษฐกิจขยายตัวเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 0.2 ในปี 2568 เมื่อเทียบกับกรณีไม่มีโครงการฯ เมื่อผู้บริโภคมีกำลังซื้อมากขึ้น ร้านค้าขนาดเล็กมีรายได้หมุนเวียน ได้ก่อให้เกิดการผลิต การค้าขาย การจ้างงาน และการคมนาคมขนส่ง ตามมาเป็นวงกว้าง และสามารถสร้างแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้อย่างต่อเนื่องไปยังต้นปี 2569
อีกทั้ง ด้านการท่องเที่ยวที่ถือเป็นอีกรายได้หลักของประเทศ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้เปิดเผยสถิตินักท่องเที่ยวสะสมตลอดปี 2568 (1 มกราคม – 31 ธันวาคม 2568) พบว่า อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยยังคงเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ แม้จะมีการชะลอตัวลงเล็กน้อยในบางตลาด แต่สามารถทำรายได้รวมจากทั้งนักท่องเที่ยวต่างชาติและชาวไทยเที่ยวไทยไปได้กว่า 2.7 ล้านล้านบาท โดยในปีที่ผ่านมา ประเทศไทยต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติรวมทั้งสิ้น 32,974,321 คน (ลดลง ร้อยละ 7.23 เมื่อเทียบกับปีก่อน) สร้างรายได้จากตลาดต่างประเทศ 1,536,574 ล้านบาท ขณะที่ตลาดไทยเที่ยวไทยยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง มีจำนวนการเดินทางสูงถึง 202.37 ล้านคน-ครั้ง (เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.70) สร้างรายได้หมุนเวียนในประเทศ 1,166,761 ล้านบาท 5 อันดับนักท่องเที่ยวต่างชาติสูงสุด ได้แก่ มาเลเซีย 4,520,856 คน จีน 4,473,992 คน อินเดีย 2,487,319 คน รัสเซีย 1,898,837 คน และเกาหลีใต้ 1,555,227 คน มีหลายตลาดที่สามารถสร้างสถิติสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์ ได้แก่ ตลาดอินเดียที่เติบโตอย่างโดดเด่น เพิ่มขึ้นร้อยละ 16.8 ตลาดรัสเซีย และ ตลาดสหราชอาณาจักร ในปี 2568 จำนวน 1,000,000 คน ในด้านรายได้ ตลาดจีนยังคงครองแชมป์สร้างรายได้สูงสุดที่ 249,875 ล้านบาท ตามมาด้วยรัสเซีย อินเดีย มาเลเซีย และสหราชอาณาจักร ซึ่งตลาดสหราชอาณาจักรมีการเติบโตของรายได้สูงถึงร้อยละ 21.70
กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา คาดว่า ปัจจัยสำคัญที่เป็นตัวสนับสนุนความสำเร็จ เป็นผลมาจากนโยบายกระตุ้นการท่องเที่ยวที่เข้มข้น อาทิ การประกาศปี “Amazing Thailand Grand Tourism and Sports Year 2025” มาตรการ Ease of Traveling ของรัฐบาลที่ช่วยอำนวยความสะดวกในการเดินทาง การเพิ่มเพดานจำนวนผู้โดยสารและการสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยว
นอกจากนี้ยังมีความพยายามผลักดันเพิ่มตลาดการท่องเที่ยวไทยในกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2569 การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้ต้อนรับเที่ยวบินปฐมฤกษ์ TR670 เส้นทางบินตรง “สิงคโปร์ – เชียงราย” ของสายการบิน Scoot ซึ่งเป็นสายการบินในเครือสิงคโปร์แอร์ไลน์ ณ ท่าอากาศยานนานาชาติแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย ซึ่งเริ่มให้บริการอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป ทั้งนี้ การเปิดเที่ยวบินปฐมฤกษ์นี้นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการเชื่อมโยงการเดินทางระหว่างสิงคโปร์กับภาคเหนือของประเทศไทย สะท้อนศักยภาพเมืองน่าเที่ยวและความต้องการเดินทางท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวที่เติบโตอย่างต่อเนื่องของตลาดสิงคโปร์ และยังเตรียมเพิ่มการส่งเสริมกิจกรรมการตลาดเชิงรุกขยายผลกลุ่มนักท่องเที่ยวที่กลับมาท่องเที่ยวซ้ำ (Revisit) ครอบคลุมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Health & Wellness) นักท่องเที่ยวกลุ่มกำลังซื้อสูง (Luxury) การท่องเที่ยวเชิงกีฬา (Sports) และนักท่องเที่ยวที่นิยมเดินทางท่องเที่ยวแบบผสมผสานทั้งการใช้การบินและการเดินทางทางบก (Overland – Fly & Drive) รวมไปถึงกลุ่มเรือสำราญต่างๆ เพื่อกระตุ้นการเดินทางและการใช้จ่ายในพื้นที่อย่างรอบด้าน เพื่อผลักดันเป้าหมายตลาดนักท่องเที่ยวชาวสิงคโปร์ในปี 2569 ให้อยู่ในระดับสูงสุดที่ 1.12 ล้านคน








