นายกฯ สั่งการเร่งแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 ย้ำ ผู้ว่าฯ บังคับใช้กฎหมายมาตรการเคร่งครัด ปภ. คุมเข้มการเผาพื้นที่เกษตร ตั้งเป้าลดเผา 15% อุตฯ – กทม. ยกระดับสร้างอากาศสะอาด

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ประชุมขับเคลื่อนภารกิจสำคัญของกระทรวงมหาดไทย ผ่านระบบวิดีทัศน์ทางไกล (VCS) ร่วมกับ ผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 76 จังหวัด เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2569 โดยได้สั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดบังคับใช้กฎหมายและมาตรการต่างๆ ในการแก้ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) อย่างเคร่งครัดและเข้มงวดเช่นเดียวกับปีที่ผ่านมาโดยไม่มีข้อยกเว้น

นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ในช่วงปี 2568-2569 ประเทศไทยยังคงพบจุดความร้อนจำนวนมาก โดยเฉพาะในพื้นที่เกษตรกรรม ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2568 เห็นชอบแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติ “การแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง” ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2568–2570 และระยะ 5 ปีต่อไป รวมถึงมติคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2568 เห็นชอบมาตรการรับมือสถานการณ์ไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละออง ปี 2569 ซึ่งกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ในฐานะฝ่ายเลขานุการกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ ได้ขับเคลื่อนการปฏิบัติงาน โดยประสานทุกจังหวัดให้เฝ้าระวัง ติดตาม และประเมินสถานการณ์ที่อาจก่อให้เกิดไฟป่า หมอกควัน และฝุ่น PM2.5 ในพื้นที่อย่างใกล้ชิด พร้อมใช้กลไกการแจ้งเตือนรูปแบบต่าง ๆ เพื่อสร้างการรับรู้แก่ประชาชนให้สามารถปฏิบัติตนได้อย่างถูกต้องและปลอดภัย และทบทวนจัดทำแผนเผชิญเหตุให้เป็นปัจจุบัน โดยเฉพาะข้อมูลพื้นที่เสี่ยง ประชาชนกลุ่มเปราะบาง ทรัพยากร เครื่องจักรกล และการมอบหมายภารกิจให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างชัดเจน พร้อมทั้งจัดให้มีการซักซ้อมแผนปฏิบัติงานอย่างเป็นระบบ โดยใช้กลไกของกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยในทุกระดับ ประสานการปฏิบัติร่วมกับฝ่ายทหาร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้สามารถสนับสนุนการแก้ไขในพื้นที่ได้ตลอด 24 ชั่วโมง และที่สำคัญเน้นการมีส่วนร่วมของชุมชนและประชาชน โดยอาศัยกลไกฝ่ายปกครอง กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในการกำหนดกฎ กติกา ข้อตกลงร่วมกับประชาชนในพื้นที่ เพื่อกำกับพฤติกรรมลดการเผาในที่โล่งและลดฝุ่นละออง และหากสถานการณ์ไฟป่า หมอกควัน หรือฝุ่น PM2.5 มีแนวโน้มรุนแรงหรือเกินค่ามาตรฐานอย่างต่อเนื่อง ให้ยกระดับการปฏิบัติอย่างเข้มข้น ทั้งการบังคับใช้กฎหมาย การจัดตั้งชุดลาดตระเวนและจุดตรวจ การดูแลผลกระทบต่อประชาชน การพิจารณามาตรการด้านสาธารณสุขและการศึกษา การสื่อสารแจ้งเตือนสถานการณ์ต่อสาธารณะอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนการพิจารณาประกาศเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัย เพื่อคุ้มครองสุขภาพและความปลอดภัยของประชาชน

ขณะเดียวกันการดูแลและควบคุมการเผาในพื้นที่เกษตรกรรมที่ยังพบจุดความร้อนจำนวนมาก  กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ซึ่งเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบ ได้บูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดทำมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาการเผาในพื้นที่เกษตรกรรม ปี 2568/2569 โดยมีเป้าหมายการดำเนินงานให้พื้นที่เกษตรทั่วประเทศ ลดการเผาไม่น้อยกว่าร้อยละ 15 ในพืชเศรษฐกิจหลัก ได้แก่ นาข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และอ้อยโรงงาน ที่จะต้องลดการเผาลงอย่างมีนัยสำคัญ พร้อมติดตามจำนวนจุดความร้อน พื้นที่เผาไหม้ และปริมาณเศษวัสดุการเกษตรที่นำไปใช้ประโยชน์แทนการเผาอย่างใกล้ชิด โดยมี 4 มาตรการสำคัญ ได้แก่

1) การเฝ้าระวัง สร้างการรับรู้ และป้องปรามการเผาในพื้นที่เกษตรกรรม โดยใช้ข้อมูลจากดาวเทียมระบบ VIIRS ติดตามจุดความร้อนและพื้นที่เผาไหม้แบบเรียลไทม์ ควบคู่กับการสร้างการรับรู้ในพื้นที่ หากตรวจพบการเผาในพื้นที่เกษตรจะถูกตัดสิทธิการเข้าร่วมโครงการสนับสนุนและการช่วยเหลือจากภาครัฐ และกำหนดบทลงโทษที่ชัดเจน ตั้งแต่การเตือน ชะลอการออกเอกสารสิทธิ ไปจนถึงการสิ้นสิทธิการครอบครองที่ดิน

2) การบริหารจัดการเผาและการใช้ประโยชน์เศษวัสดุการเกษตร โดยบริหารการเผาภายใต้ระบบลงทะเบียน ซึ่งกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข ที่ครอบคลุมช่วงเวลา จำนวนพื้นที่ การควบคุมดูแล ขั้นตอน และผู้รับผิดชอบในการประกาศให้เกษตรกรรับทราบ ซึ่งกรณีจำเป็นต้องใช้ไฟ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะให้เกษตรกรขึ้นทะเบียนและขออนุญาตบริหารจัดการการเผาผ่านระบบ “Burn Check” ทั้งทางเว็บไซต์และแอปพลิเคชัน เพื่อควบคุมผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนโดยรอบ รวมถึงการผลักดันให้เศษวัสดุการเกษตรสู่พลังงานชีวมวล และโรงงานอุตสาหกรรม เพื่อลดการเผาทำลายในพื้นที่

3) การกำหนดมาตรการไม่ให้นำเข้าสินค้าเกษตรที่มีการเผาจากประเทศเพื่อนบ้านเพื่อลดปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 โดยเฉพาะข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ต้องผ่านการตรวจสอบย้อนกลับว่าปลอดการเผา เพื่อป้องกันการถ่ายโอนปัญหาฝุ่น PM2.5 ข้ามพรมแดน

4) การส่งเสริมการเกษตรเพื่อแก้ไขปัญหาการเผาในพื้นที่เกษตรกรรม โดยในปีงบประมาณ 2569
มีการจัดสรรงบประมาณกว่า 250 ล้านบาท ดำเนินโครงการส่งเสริมการเกษตรปลอดการเผา รวม 21 โครงการ ครอบคลุมการไถกลบตอซัง การผลิตปุ๋ยอินทรีย์ การแปรรูปวัสดุเหลือใช้ การปลูกพืชมูลค่าสูง และการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนในพื้นที่สูง

สำหรับปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ที่ปัจจุบันเริ่มเกิดผลกระทบในหลายพื้นที่ ซึ่ง ปภ. พร้อมร่วมขับเคลื่อนการปฏิบัติงานของรัฐบาลและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อป้องปรามลดการเผาในที่โล่งทุกชนิด รวมทั้งเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรในพื้นที่เกษตรกรรม พร้อมนำแนวทางมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาการเผาในพื้นที่เกษตรกรรม ปี 2568/69 ไปสื่อสารประชาสัมพันธ์ เพื่อสร้างความตระหนักรู้ให้กับประชาชน และประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในระดับพื้นที่สนับสนุนการปฏิบัติเพื่อลดปัญหามลพิษทางอากาศในภาพรวมระดับประเทศ เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมผู้คน และแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนในระยะยาว

ขณะที่กระทรวงอุตสาหกรรม และกรุงเทพมหานคร ร่วมมือยกระดับมาตรการจัดการมลพิษทางอากาศ เพื่อแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 อย่างเป็นระบบ โดยเมื่อวันที่ 6 มกราคม 2569 นายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม และนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ร่วมกันแถลงข่าว  การยกระดับมาตรการจัดการมลพิษอากาศในพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยนายณัฐพล เปิดเผยว่า กระทรวงอุตสาหกรรมมุ่งมั่นสร้างระบบนิเวศ “อากาศดี รายได้ดี ชีวิตดี” ให้กับประชาชน โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นศูนย์กลางระบบเศรษฐกิจของประเทศ เนื่องจากสถานการณ์ฝุ่นพิษ PM2.5 ในช่วงเดือนธันวาคมถึงเดือนกุมภาพันธ์ เป็นช่วง High season ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างรุนแรง กระทรวงอุตสาหกรรมจึงร่วมกับกรุงเทพมหานคร ดำเนินมาตรการจัดการมลพิษทางอากาศมาอย่างต่อเนื่อง เช่น การควบคุมการเผาอ้อย ซึ่งมีปริมาณอ้อยเผาเข้าหีบลดน้อยลงอย่างต่อเนื่อง การตรวจกำกับโรงงานด้านฝุ่นละอองเชิงรุก รวมถึงให้คำแนะนำในการบำรุงรักษาเครื่องจักรและระบบบำบัดมลพิษอากาศให้มีประสิทธิภาพ  อย่างสม่ำเสมอ ส่งผลให้ช่วง High season ของปี 2568-2569 มีคุณภาพอากาศที่ดีขึ้นกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนอย่างมีนัยสำคัญ ในปีนี้ได้ร่วมกันยกระดับมาตรการจัดการมลพิษอากาศไปอีกขั้น โดยในส่วนของกระทรวงอุตสาหกรรม ได้กำหนด 3 มาตรการเชิงรุกที่สำคัญ ดังนี้

1. อัปเกรดการกำกับโรงงาน โดยการรื้อฐานความคิดเดิมที่บังคับใช้มาตรฐานการปล่อยมลพิษเท่ากันทุกพื้นที่ ซึ่งไม่สอดคล้องกับบริบทและการขยายตัวของชุมชนเมืองในปัจจุบัน จึงยกระดับมาตรฐานค่า Emission (ค่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจก) มลพิษอากาศของโรงงานในกรุงเทพมหานคร ที่เข้มกว่ามาตรฐานทั่วไป  โดยโรงงานในกรุงเทพมหานคร ต้องควบคุมการระบายมลพิษอากาศจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงของหม้อน้ำและ หม้อต้มให้ฝุ่นไม่เกิน 60 มิลลิกรัมต่อลูกบาศก์เมตรสำหรับเชื้อเพลิงก๊าซ และไม่เกิน 90 มิลลิกรัมต่อลูกบาศก์เมตรสำหรับเชื้อเพลิงแข็งและเชื้อเพลิงเหลว (มาตรฐานสูงขึ้นมากกว่า 62%) ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ 60 ส่วนในล้านส่วน (มาตรฐานสูงขึ้นมากกว่า 91%) และก๊าซออกไซด์ของไนโตรเจน 60 ส่วนในล้านส่วน (มาตรฐานสูงขึ้นมากกว่า 20%) นอกจากนี้ ยังได้อัปเกรดเทคโนโลยีการกำกับการปลดปล่อยมลพิษทางอากาศโรงงานในกรุงเทพมหานคร แบบเรียลไทม์ด้วยระบบ CEMS (Continuous Emission Monitoring System) ที่ครอบคลุมโรงงานมากกว่ามาตรฐานทั่วไป จากเดิมที่ต้องติดตั้งเพียง 8 โรงงาน ให้ครอบคลุมโรงงานขนาดใหญ่มากกว่า 156 โรงงาน ซึ่งประชาชนสามารถเข้าถึงและติดตามการระบายมลพิษอากาศของโรงงานดังกล่าวได้ทุกโรงงานแบบตลอดเวลาผ่านฟรีแอปพลิเคชันหรือเว็บไซต์ POMS (Pollution Online Monitoring System) โดยดำเนินมาตรการดังกล่าวผ่านการออกเป็นประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม

นอกจากนี้ยังมีมาตรการ Factory Relocation ส่งเสริมการย้ายโรงงานจากชุมชนเมืองเข้าสู่นิคมอุตสาหกรรม เพื่อยกระดับเทคโนโลยีการผลิตด้วยระบบสาธารณูปโภคครบวงจร ผ่านกลไกการอำนวยความสะดวกแบบ Fast Pass มีการจัดสรรพื้นที่นิคมฯ เป้าหมายไว้รองรับ มีส่วนลดค่าธรรมเนียม/ค่าเช่าพื้นที่ในนิคมอุตสาหกรรม มีสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยพิเศษ การส่งเสริมให้เกิดการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานในนิคมอุตสาหกรรม และการได้รับสิทธิพิเศษในการเข้าร่วมโครงการส่งเสริมต่าง ๆ ของกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นต้น

2. การยกระดับมาตรฐานยานยนต์ โดยได้บังคับใช้กฎหมายมาตรฐานการปล่อยไอเสียยูโร 6 กับรถยนต์ขนาดเล็กเครื่องยนต์เบนซิน ไปแล้วเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2568 เป็นต้นมา และบังคับใช้มาตรฐานยูโร 6 กับรถยนต์ขนาดใหญ่เครื่องยนต์เบนซิน เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2569 อีกทั้งยังสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้าผ่านมาตรการ EV3.5 และการลดภาษีสรรพสามิตของรัฐบาลโดยเน้นการส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้า

3. ควบคุมการเผาอ้อย เพื่อนำไปสู่ “อ้อยไทย ยั่งยืน” สำหรับฤดูผลิต 2568/2569 ได้ช่วยเหลือเกษตรกร โดยการอุดหนุนการตัดอ้อยสด ไม่เผาแปลง 100 เปอร์เซ็นต์ และสนับสนุนการรับซื้อใบอ้อย วางเป้าหมายอ้อยเผาทั้งประเทศไม่เกิน 10% และให้โรงงานหยุดรับอ้อยในช่วงเทศกาลปีใหม่ที่ผ่านมา ตั้งแต่วันที่ 27 ธันวาคม 2568 ถึง 4 มกราคม 2569 เพื่อลดปริมาณรถบรรทุกและลดโอกาสเกิดอุบัติเหตุในช่วงเทศกาล รวมถึงเป็นการสร้างบรรยากาศการท่องเที่ยวไร้ฝุ่นควัน นอกจากนี้เพื่อให้การควบคุมการเผาอ้อยและพืชไร่อื่น ๆ ในปีต่อไป  เป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น กระทรวงอุตสาหกรรมได้ยกระดับความร่วมมือกับกระทรวงมหาดไทย (มท.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี)  ในการแก้ไขปัญหา โดยให้ความสำคัญกับการลดการเผาอ้อยทั้งก่อนและหลังการเก็บเกี่ยว ควบคู่กับการลดผลกระทบจากฝุ่น PM2.5 ผ่านการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ความเชี่ยวชาญ เทคโนโลยี และเครือข่ายการปฏิบัติงานของแต่ละหน่วยงาน เพื่อให้เกิดผลลัพธ์และต่อยอดการบริหารจัดการ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

ทั้งนี้ กระทรวงอุตสาหกรรมพร้อมเป็นกลไกหลักในการร่วมสร้างระบบนิเวศ “อากาศดี รายได้ดี ชีวิตดี” เพื่อให้ภาคประชาชน ภาคธุรกิจ และภาคการท่องเที่ยว เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจซึ่งจะช่วยกระตุ้นการหมุนเวียนของระบบเศรษฐกิจบนพื้นฐานของอากาศสะอาดในช่วง high season ของประเทศได้อย่างเต็มประสิทธิภาพและยั่งยืน

ด้านนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า กรุงเทพมหานครเดินหน้ามาตรการเชิงรุกในการจัดการปัญหา PM2.5 จากการมีส่วนร่วมของประชาชนผ่านโครงการ “นักสืบฝุ่น” ไปสู่การจัดการเชิงระบบที่ครอบคลุมทุกแหล่งกำเนิดมลพิษในพื้นที่เมืองในด้านต่าง ๆ ดังนี้

1. ด้านยานพาหนะและการจราจร ได้ยกระดับเขตมลพิษต่ำ (Low Emission Zone : LEZ) ครอบคลุมพื้นที่กรุงเทพมหานคร พร้อมดำเนินโครงการ Green List Plus เพื่อส่งเสริมการบำรุงรักษารถยนต์ และเพิ่มความเข้มข้นในการตรวจควันดำ หากพบไม่ผ่านมาตรฐานจะสั่งห้ามใช้รถทันที

2. ด้านการกำกับแหล่งกำเนิดมลพิษ โดยการตรวจกำกับโรงงานเชิงรุกและตรวจสอบรถที่ใช้งานในพื้นที่ก่อสร้าง แพลนท์ปูน และสถานประกอบการอย่างต่อเนื่อง โดยใช้ข้อมูลการตรวจวัดมลพิษแบบ Real-time จากปล่องโรงงานมาสนับสนุนการบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ 

3. ด้านการจัดการพื้นที่ต้นลม โดยประสานความร่วมมือกับจังหวัดข้างเคียงเพื่อลดการเผาชีวมวลในจุดเสี่ยง และสนับสนุนทางเลือกแทนการเผาเพื่อสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกร

4. การคุ้มครองสุขภาพประชาชน ด้วยการพัฒนาระบบแจ้งเตือนและพยากรณ์คุณภาพอากาศล่วงหน้า จัดทำ “ห้องปลอดฝุ่น” ในโรงเรียนและศูนย์เด็กเล็กก่อนวัยเรียน รวมถึงใช้มาตรการ Work from Home (WFH) ในช่วงสถานการณ์วิกฤตเพื่อลดฝุ่นจากการเดินทาง

นอกจากนี้การเกิดไฟป่าเป็นอีกปัญหาของการเกิดฝุ่น PM2.5 โดย ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นสักขีพยานในพิธีมอบสิ่งของเพื่อสนับสนุนภารกิจของหน่วยงานภาครัฐในการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า การจัดการสิ่งแวดล้อม และการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย โดยได้รับการสนับสนุนจากภาคเอกชน ได้แก่ บริษัท คิงส์แพ็ค อินดัสเตรียล จำกัด ภายใต้แบรนด์ ฮีโร่ (HERO) ได้มอบเครื่องเป่าลม จำนวน 10 เครื่อง และถุงขยะสำหรับการใช้งานด้านสาธารณประโยชน์หลายประเภท รวมจำนวนทั้งสิ้น 100,000 ใบ คิดเป็นมูลค่าการสนับสนุนรวม 524,020 บาท โดยมีนายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เป็นผู้แทนรับมอบ

กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้เตรียมความพร้อมทั้งด้านบุคลากร อุปกรณ์ และการบูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อเฝ้าระวังและป้องกันสถานการณ์ในพื้นที่ป่า ทั้งป่าสงวนและป่าอนุรักษ์ ตลอดจนการรับมือสถานการณ์ฉุกเฉินด้านสิ่งแวดล้อมและภัยพิบัติอย่างทันท่วงที ทั้งนี้ ความร่วมมือจากทุกภาคส่วน จะเป็นส่วนสำคัญในการเสริมศักยภาพการปฏิบัติงานของภาครัฐให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ข่าวที่เกี่ยวข้อง