นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มีข้อสั่งการในการประชุมคณะรัฐมนตรีถึงกรณีเกิดเหตุคนร้ายลอบวางเพลิงและระเบิดสถานีบริการน้ำมัน 11 จุดในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า ได้เชิญพลเอก ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) และฝ่ายความมั่นคง มาหารือเพื่อติดตามสถานการณ์และได้กำชับให้กองทัพภาคที่ 4 และกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบพื้นที่เร่งเข้าไปแก้ไขสถานการณ์ และติดตามจับกุมผู้ก่อเหตุให้ได้โดยเร็ว ทั้งนี้นายกรัฐมนตรียังได้ประสานไปยัง ปตท. เพื่อให้ช่วยดูแลผู้ประกอบการสถานีบริการน้ำมันที่ได้รับผลกระทบ โดยฝากให้นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รวมทั้งนายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน พิจารณามาตรการเพิ่มเติมเพื่อช่วยลดภาระผู้ประกอบการในพื้นที่ ซึ่งอาจรวมถึงผู้ประกอบการทั่วไปด้วย เพื่อให้สามารถมีการลงทุนซึ่งจะช่วยฟื้นฟูความเชื่อมั่นในพื้นที่ให้กลับสู่ภาวะปกติโดยเร็ว
นายกรัฐมนตรี ยังได้กำชับงานด้านการข่าวในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ช่วงใกล้การเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งเหตุลอบวางเพลิงและระเบิดสถานีบริการน้ำมัน 11 แห่ง เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา เป็นวันเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ทั่วประเทศ โดยฝ่ายความมั่นคงและทหาร ต้องปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่ ได้กำชับในเรื่องการข่าวเป็นหลัก ยอมรับว่าจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจำเป็นต้องปรับปรุงแก้ไข ขณะนี้สิ่งสำคัญ คือกำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ให้บูรณาการทุกภาคส่วน จัดชุดเยียวยาทำงานเชิงรุกลงพื้นที่เร่งสำรวจทรัพย์สินและความเสียหาย เพื่อให้การจ่ายเงินเยียวยาเป็นไปด้วยความรวดเร็ว รวมทั้งมาตรการต่างๆ ในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและผู้ประกอบการในพื้นที่ ขณะนี้พื้นที่ได้รายงานข้อมูลมาแล้ว และจะมีการตรวจสอบเพื่อพิจารณามาตรการและระเบียบในการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบเหตุ ส่วนใหญ่จะใช้งบประมาณจากงบกลางสำหรับสถานการณ์ฉุกเฉินเร่งด่วนในการช่วยเหลือประชาชนเป็นขั้นตอนปกติ เชื่อว่า คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะพิจารณาให้
ขณะที่ พันเอก ยุทธนาม เพชรม่วง โฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า) แถลงความคืบหน้ากรณีคนร้ายลอบวางเพลิงและระเบิดสถานีบริการน้ำมัน ปตท. 11 จุด 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ระบุว่าหลังเกิดเหตุ พลโท นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 และผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 สั่งกองกำลังร่วม 3 ฝ่าย ยกระดับการรักษาความปลอดภัยสูงสุดเน้นการดำเนินการด้านการข่าว เร่งรัดนำตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินการตามกฎหมายและเร่งรัดการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ โดยสั่งการ
1. รักษาความปลอดภัย และทบทวนการรักษาความปลอดภัยใน 3 ระดับ แบ่งเป็น ก่อนเกิดเหตุ ระหว่างเกิดเหตุ ว่ามีจุดใดบ้างที่ต้องเพิ่มเติมโดยเฉพาะเส้นทางการหลบหนี และหลังเกิดเหตุเพิ่มมาตรการด้านต่าง ๆ
ทุกเรื่อง เพื่อป้องกันการเกิดเหตุซ้ำ ควบคุมความเสียหาย เร่งนำตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินการตามกฎหมาย
2. ประสานงานด้านการข่าวโดยเฉพาะกับตำรวจอย่างต่อเนื่อง
3. ยกระดับวิเคราะห์ข้อมูลข่าวสารเชิงลึกทุกหน่วยข่าวที่เกี่ยวข้อง รวบรวมข้อมูลทั้งในและต่างประเทศ 4. เข้มงวดมาตรการป้องกันชายแดน ซึ่งมักมีการข้ามแดนมาเพื่อก่อเหตุ
5. เข้มงวดจุดตรวจจุดสกัด
6. เข้มงวดฐานปฏิบัติการ กองกำลังร่วม 3 ฝ่าย
โดยขอประณามการก่อเหตุวางเพลิงและระเบิดปั๊มน้ำมัน ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งส่งผลกระทบต่อประชาชน ความเชื่อมั่นด้านการท่องเที่ยว เศรษฐกิจ แรงงาน และยังซ้ำเติมประชาชนที่เพิ่งผ่านพ้นอุทกภัย ขอเรียกร้องให้ยุติความรุนแรง หันมาใช้สันติวิธี แสวงหาทางออกร่วมกัน ยึดมั่นความปลอดภัยของประชาชนเป็นหลัก
พันตำรวจเอก ธัชพิชัย จารย์วรานนท์ รองผู้บังคับการสืบสวนสอบสวนจังหวัดชายแดนภาคใต้ กล่าวว่า ปัจจุบันตำรวจพิสูจน์หลักฐาน ได้ตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุเรียบร้อยแล้ว พบวัตถุพยานเป็นระเบิดแสวงเครื่อง บรรจุในถังแก๊ส ถังดับเพลิง และกล่องเหล็ก จุดชนวนด้วยระบบนาฬิกา และรีโมตคอนโทรล ส่วนปลอกกระสุนปืนจากเหตุที่ ต.ท่าสาป พบความเชื่อมโยงกับกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงบีอาร์เอ็น ขณะนี้อยู่ระหว่างรอผลตรวจทางนิติวิทยาศาสตร์เชิงลึก เพื่อติดตามตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมาย
พันโท เชิด อักษรรัตน์ ผู้อำนวยการกองส่งเสริมและสนับสนุนงานพัฒนาเพื่อความมั่นคง ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) กล่าวว่า เหตุดังกล่าวทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บรวม 9 ราย เป็นประชาชน 7 ราย เจ้าหน้าที่ 2 ราย ความเสียหายด้านทรัพย์สิน 20 ราย เป็นผู้ประกอบการ 11 แห่ง ร้านอาหาร หัวจ่ายน้ำมัน ร้านค้า ร้านสะดวกซื้อ อาคารสำนักงาน โรงรถ รถบรรทุกน้ำมัน จุดส่งน้ำมัน รถยนต์ และบ้านเรือนประชาชนได้รับความเสียหาย 9 ราย มูลค่าความเสียหายรวมกว่า 118 ล้านบาท แยกเป็นจังหวัดปัตตานี กว่า 26 ล้านบาท นราธิวาส กว่า 38 ล้านบาท และยะลา กว่า 53 ล้านบาท
นอกจากนี้ คณะรัฐมนตรียังมีมติเห็นชอบขยายระยะเวลาการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งเป็นไปตามที่สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ในฐานะฝ่ายเลขานุการของคณะกรรมการบริหารสถานการณ์ฉุกเฉิน เสนอ โดยให้ขยายระยะเวลาการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตท้องที่จังหวัดนราธิวาส ยกเว้นอำเภอยี่งอ อำเภอสุไหงโก-ลก อำเภอแว้ง และอำเภอสุคิริน จังหวัดปัตตานี ยกเว้นอำเภอยะหริ่ง อำเภอปะนาเระ อำเภอมายอ อำเภอไม้แก่น อำเภอทุ่งยางแดง อำเภอกะพ้อ และอำเภอแม่ลาน และจังหวัดยะลา ยกเว้นอำเภอเบตง อำเภอยะหา อำเภอรามัน อำเภอกาบัง และอำเภอกรงปินัง ออกไปอีก 3 เดือน (คราวที่ 83) ตั้งแต่วันที่ 20 มกราคม 2569 และสิ้นสุดในวันที่ 19 เมษายน 2569 เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ในการควบคุมพื้นที่ และเพื่อเป็นมาตรการในการป้องกัน ปรามปราบ ระงับและยับยั้งสถานการณ์ให้ยุติลงโดยเร็ว รวมทั้งเป็นประโยชน์ต่อการดูแลรักษาความสงบและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในพื้นที่ และให้ความเห็นชอบแผนปฏิบัติการปรับลดพื้นที่การประกาศใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ห้วงปี 2569 – 2570 (ฉบับแก้ไข) ในส่วนบทวิเคราะห์สถานการณ์ แนวทางการใช้กำลังในการควบคุมพื้นที่ การใช้กฎหมายในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ แนวทางการดำเนินการตามแผน และการติดตามและประเมินผล เพื่อให้การขับเคลื่อนสอดคล้องกับข้อเท็จจริงและส่งเสริมการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่นำไปสู่เป้าหมายคือการยกเลิกการประกาศใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ในทุกพื้นที่ของจังหวัดชายแดนภาคใต้ให้สำเร็จอย่างเป็นรูปธรรมภายในปี พ.ศ. 2570








