“เอกนิติ” นำทีมไทยแลนด์ ร่วมเวทีสภาเศรษฐกิจโลก หารือบริษัทชั้นนำระดับโลก ที่ดาวอส สวิตเซอร์แลนด์“บอร์ดบีโอไอ” อนุมัติ 7 โครงการ ดาต้าเซ็นเตอร์ มูลค่ากว่า 9.6 หมื่นล้านบาท

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า ระหว่างวันที่ 19 – 23 มกราคม 2569 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้นำคณะทีมไทยแลนด์ ประกอบด้วย นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ พร้อมด้วยเลขาธิการบีโอไอ และผู้บริหารภาคเอกชน เข้าร่วมประชุม World Economic Forum Annual Meeting 2026 พร้อมทั้งหารือกับผู้บริหารบริษัทชั้นนำระดับโลก ณ เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

สภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum: WEF) ที่เมืองดาวอส เป็นเวทีสำคัญระดับโลกที่มีอิทธิพลต่อทิศทางเศรษฐกิจโลก เนื่องจากเป็นงานที่ผู้นำประเทศ องค์การระหว่างประเทศ ผู้นำทางความคิด และซีอีโอบริษัทชั้นนำจะมารวมตัวกัน เพื่อพูดคุยทิศทางเศรษฐกิจโลก การแก้ไขวิกฤติสำคัญของโลก และแนวโน้มการลงทุนในอุตสาหกรรมอนาคต ในช่วงที่โลกกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่มาพร้อมกับความเสี่ยงและโอกาส โดยการประชุมประจำปีของ WEF ครั้งนี้ จัดขึ้นภายใต้หัวข้อ “A Spirit of Dialogue” เพื่อมุ่งเน้นการส่งเสริมความร่วมมือและการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างผู้นำจากทั่วโลก การร่วมงานดังกล่าวจึงเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างพื้นที่ให้กับประเทศไทยในเวทีโลกโดยเฉพาะในด้านการค้าและการลงทุน ซึ่งทีมไทยแลนด์จะสามารถสื่อสารนโยบาย ทิศทางเศรษฐกิจไทย ศักยภาพและความพร้อมของประเทศไทย รวมทั้งมาตรการต่างๆ ของรัฐ ไม่ว่าจะเป็นการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ การพัฒนาบุคลากรเพื่อรองรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย การดึงดูดบุคลากรทักษะสูงเข้าสู่ประเทศไทย การสนับสนุนอุตสาหกรรมสีเขียว การเดินหน้าปลดล็อกข้อจำกัดด้านกฎหมายและอุปสรรคการลงทุน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนในช่วงการเปลี่ยนผ่านรัฐบาล และเป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศไทยให้กับผู้มีอำนาจตัดสินใจโดยตรง พร้อมขยายเครือข่ายพันธมิตรทางเศรษฐกิจสู่โอกาสการลงทุนที่เป็นรูปธรรม และปูทางสู่การที่ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund : IMF) และธนาคารโลกในเดือนตุลาคม 2569 ด้วย

ทั้งนี้ ภายในงาน WEF ครั้งนี้ นายเอกนิติ จะเข้าร่วมบรรยายในเวทีสำคัญ เช่น “New Pathways for ASEAN Growth and Productivity” และ “What’s Ahead for the Global Economy” นอกจากนี้ ยังมีกำหนดการหารือแบบ One-on-One กับรัฐมนตรีเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ ผู้บริหาร IMF และธนาคารโลก และผู้บริหารบริษัทชั้นนำระดับโลกในอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น เทคโนโลยีชีวภาพ อาหาร อิเล็กทรอนิกส์ ดิจิทัลและเทคโนโลยี AI เพื่อขยายความร่วมมือและดึงดูดการลงทุนคุณภาพจากทั่วโลก

นอกจากนี้เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2569 ยังมีการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บอร์ดบีโอไอ) ที่มีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน โดยนายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า ที่ประชุม ได้อนุมัติโครงการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ 7 โครงการ รวมมูลค่าเงินลงทุนกว่า 9.6 หมื่นล้านบาท ประกอบด้วย

– บริษัท ทรู อินเทอร์เน็ต ดาต้า เซ็นเตอร์ จำกัด3 โครงการ มูลค่าลงทุน 45,304 ล้านบาท ตั้งอยู่ที่จังหวัดชลบุรี และสมุทรปราการ รองรับกำลังการใช้ไฟฟ้าของอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ (IT Load) รวม 223 เมกะวัตต์ (MW)

– บริษัท จีเอสเอ ดาต้า เซนเตอร์ 05 จำกัด ซึ่งเป็นการร่วมทุนระหว่างกลุ่ม Gulf, Singtel และ AIS จำนวน 2 โครงการ มูลค่าลงทุน 37,202 ล้านบาท ตั้งอยู่จังหวัดระยอง และสมุทรปราการ รองรับ IT Load รวม 120 เมกะวัตต์ (MW)

– บริษัท สเตลล่าร์ ดีซี จำกัด มูลค่าลงทุน 8,050 ล้านบาท เป็นโครงการของกลุ่ม STECON ที่พัฒนาร่วมกับ SC Zeus Data Centers ประเทศสิงคโปร์ ตั้งอยู่ที่กรุงเทพมหานคร รองรับ IT Load 25 เมกะวัตต์ (MW)

– บริษัท เฟรเออร์ เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด จากประเทศสิงคโปร์ ดำเนินธุรกิจติดตั้งและบริหารจัดการดาต้า เซ็นเตอร์ (Data Hosting) มูลค่าลงทุน 6,321 ล้านบาท ตั้งอยู่ที่จังหวัดระยอง และสมุทรปราการ

สำหรับปี 2568 มีการยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนในกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ รวมทั้งสิ้น 36 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวม 728,000 ล้านบาท ส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่อุตสาหกรรมและเขตเศรษฐกิจสำคัญของประเทศ ได้แก่ จังหวัดระยอง ร้อยละ 33 จังหวัดชลบุรี ร้อยละ 32 จังหวัดสมุทรปราการ ร้อยละ 12 ส่วนที่เหลือกระจายตัวอยู่ในจังหวัดปทุมธานี ฉะเชิงเทรา และกรุงเทพมหานคร โดยเป็นการลงทุนขนาดใหญ่จากทั้งผู้ประกอบการไทยและต่างชาติ อาทิ บริษัท ซีนิท ดาต้า เซ็นเตอร์ แอนด์ คลาวด์ เซอร์วิสเซส จำกัด โครงการดาต้าเซ็นเตอร์ระดับ Hyperscale จากประเทศอังกฤษ บริษัท กาแล็คซี่ พีค ดาต้า เซ็นเตอร์ จำกัด จากประเทศสิงคโปร์ บริษัท ไทย ดีซี วัน จำกัด ผู้ประกอบการไทย และบริษัท เทเลเฮ้าส์ (ประเทศไทย) จำกัด ในเครือ KDDI จากประเทศญี่ปุ่น

ทั้งนี้เทคโนโลยีดิจิทัลมีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว องค์กรทั่วโลกเร่งปรับตัวสู่ยุคดิจิทัล ผ่านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสำคัญ เช่น Cloud Computing, AI และ IoT ขณะที่ผู้บริโภคหันมาใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลมากขึ้น ทั้งด้านการทำงาน การเรียน การซื้อขายสินค้าและบริการ รวมถึงบริการด้านความบันเทิง ส่งผลให้ความต้องการระบบจัดเก็บและประมวลผลข้อมูลที่มีเสถียรภาพและปลอดภัยเพิ่มสูงขึ้น ทำให้ดาต้าเซ็นเตอร์ บริการคลาวด์และอื่นๆ ที่มาต่อยอดกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล การที่ดาต้าเซ็นเตอร์ชั้นนำหลายแห่งได้ตัดสินใจปักหมุดการลงทุนในประเทศไทย แสดงถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนระดับโลก และจะช่วยเกื้อหนุนการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัล โดยเฉพาะในภาคการเงินและอีคอมเมิร์ซ

ดังนั้นเพื่อให้ประเทศไทยได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่จากการลงทุนในกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ เมื่อปลายปี 2568 บีโอไอจึงได้ปรับปรุงเงื่อนไขให้เข้มข้นยิ่งขึ้น เช่น ต้องจ้างงานบุคลากรไทยในตำแหน่งบริหารและผู้เชี่ยวชาญไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ภายในเวลา 3 ปี และกำหนดให้โครงการลงทุนต้องทำกิจกรรมด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และระบบนิเวศในประเทศ เช่น การฝึกอบรมบุคลากร การพัฒนาหลักสูตรร่วมกับสถาบันการศึกษา การวิจัยและพัฒนา การยกระดับทักษะผู้ประกอบการ SMEs ไทย และการสนับสนุนห่วงโซ่อุปทานในประเทศ โดยต้องดำเนินการตามแผนให้แล้วเสร็จก่อนการใช้สิทธิยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล นอกจากนี้มีข้อกำหนดมาตรฐานการใช้ไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพ (PUE) การบริหารจัดการน้ำอย่างเหมาะสม อีกทั้งยังได้กำหนดสิทธิประโยชน์ให้แตกต่างตามพื้นที่ โดยให้สิทธิประโยชน์ระดับสูงแก่โครงการที่ตั้งนอกพื้นที่ เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor : EEC) เพื่อลดการกระจุกตัวของความต้องการใช้ไฟฟ้าในพื้นที่ EEC และสนับสนุนการกระจายความเจริญสู่ภูมิภาค

ข่าวที่เกี่ยวข้อง