ศาสตราจารย์นายแพทย์อภิชาติ อัศวมงคลกุล คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ในฐานะรองประธานมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ในพระบรมราชูปถัมภ์ นำผู้ได้รับพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ประจำปี 2568 ได้แก่ นายแพทย์ เทอร์รี ดีน คิง (Dr. Terry Dean King, M.D.) และศาสตราจารย์นายแพทย์วอลเตอร์ ซี. วิลเล็ตต์ (Prof. Walter C. Willett, MD, MPH, Dr.P.H.) และคณะ เข้าเยี่ยมคารวะ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
นายกรัฐมนตรีแสดงความยินดีกับผู้ได้รับพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ประจำปี 2568 พร้อมชื่นชมผลงานด้านการแพทย์และสาธารณสุขที่สร้างคุณูปการต่อมนุษยชาติ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนทั่วโลก โดยประเทศไทยให้ความสำคัญกับการส่งเสริมองค์ความรู้และความร่วมมือทางการแพทย์ในระดับนานาชาติ รวมทั้งระบุว่า ระบบสาธารณสุขไทยมีรากฐานสำคัญจากพระราชกรณียกิจของสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ซึ่งทรงเป็นแพทย์ และทรงวางรากฐานการแพทย์สมัยใหม่ของประเทศ ส่งผลให้ไทยพัฒนาระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าได้อย่างต่อเนื่อง จากเดิมที่ครอบคลุมเฉพาะบางช่วงวัย แต่ในปัจจุบันได้ขยายความคุ้มครองประชาชนทุกช่วงชีวิต ตั้งแต่เกิดจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต
ด้านนายแพทย์ เทอร์รี ดีน คิง กล่าวชื่นชมความสำเร็จของระบบสาธารณสุขไทย โดยระบุว่าเป็นตัวอย่างที่นานาประเทศสามารถเรียนรู้ได้ พร้อมเห็นว่าการสร้างระบบสุขภาพที่เข้มแข็งต้องอาศัยบุคลากรที่มีความรู้ ความทุ่มเทและนโยบายที่ต่อเนื่อง นอกจากนี้ ยังได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์เกี่ยวกับปัญหาสุขภาพจากพฤติกรรมการบริโภคในสังคมสมัยใหม่ โดยเฉพาะเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลและคาเฟอีนสูง ซึ่งส่งผลต่อโรคไม่ติดต่อเรื้อรังในกลุ่มเยาวชน
ขณะที่ ศาสตราจารย์นายแพทย์วอลเตอร์ ซี. วิลเล็ตต์ แสดงความชื่นชมต่อการที่ประเทศไทยมีระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่เข้าถึงประชาชนในระดับชุมชน พร้อมเห็นว่าการดำเนินนโยบายเชิงป้องกัน เช่น ภาษีน้ำตาล และการส่งเสริมความรู้ด้านสุขภาพ เป็นแนวทางสำคัญในการลดปัญหาโรคไม่ติดต่อเรื้อรังในระยะยาว พร้อมย้ำถึงความจำเป็นของความร่วมมือระหว่างประเทศและบทบาทขององค์การอนามัยโลก (World Health Organization : WHO) ในการรับมือความท้าทายด้านสุขภาพโลก
โอกาสนี้ ทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนประเด็นสำคัญต่างๆ ร่วมกัน ดังนี้
ด้านระบบสาธารณสุขของไทย คณะผู้ได้รับรางวัลฯ ชื่นชมศักยภาพของระบบสาธารณสุขไทย โดยเฉพาะการบริหารจัดการในช่วงสถานการณ์โควิด-19 โดยนายกรัฐมนตรีได้กล่าวถึงประสบการณ์ในช่วงการดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งความสำเร็จในการควบคุมสถานการณ์ของไทย เกิดจากความร่วมมือของบุคลากรทางการแพทย์ นักวิชาการ และเครือข่ายสาธารณสุขทุกระดับ โดยเฉพาะอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการคัดกรอง ให้คำแนะนำ และดูแลประชาชนในชุมชน ส่งผลให้ประเทศไทยสามารถควบคุมการแพร่ระบาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ และได้รับการยอมรับจากองค์การอนามัยโลก
ด้านนโยบายสาธารณสุขและความท้าทายด้านสุขภาพ นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงบริบทการเปลี่ยนแปลงด้านสาธารณสุขของโลก ทั้งจากโครงสร้างประชากรที่เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ การเพิ่มขึ้นของโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (Non-Communicable Diseases: NCDs) และความเสี่ยงจากโรคอุบัติใหม่ พร้อมเน้นย้ำว่ารัฐบาลไทย ให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบสาธารณสุขที่เข้มแข็ง ครอบคลุม และยั่งยืน เพื่อให้ประชาชนทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงบริการด้านสุขภาพอย่างเท่าเทียม ด้านคณะผู้ได้รับรางวัลฯ ได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์จากการทำงานในระดับนานาชาติ โดยชี้ให้เห็นว่าการรับมือปัญหาสุขภาพในอนาคตจำเป็นต้องอาศัยการบูรณาการระหว่างงานวิชาการ นโยบายสาธารณะ และการมีส่วนร่วมของภาคสังคม
ด้านความร่วมมือทางการแพทย์และสาธารณสุขระหว่างประเทศ นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงบทบาทของประเทศไทยในการเป็นส่วนหนึ่งของประชาคมโลกด้านสาธารณสุข พร้อมแสดงความยินดีในการส่งเสริมความร่วมมือกับนักวิชาการและสถาบันชั้นนำจากนานาประเทศ ทั้งในด้านการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ บุคลากร และประสบการณ์ ขณะที่คณะผู้ได้รับรางวัลฯ แสดงความพร้อมในการสนับสนุนความร่วมมือทางวิชาการกับหน่วยงานของไทย และเห็นว่าไทยมีศักยภาพในการเป็นศูนย์กลางด้านสาธารณสุขและการแพทย์ในระดับภูมิภาค
ทั้งสองฝ่ายต่างเห็นพ้องร่วมกันว่า โลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การเรียนรู้และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างประเทศต้องดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง โดยนายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า รัฐบาลไทยพร้อมสนับสนุนความร่วมมือด้านการศึกษาและการวิจัย รวมถึงการแลกเปลี่ยนนักศึกษาและนักวิชาการ เพื่อเสริมสร้างศักยภาพในการรับมือกับความท้าทายด้านสุขภาพและสังคมในอนาคต
สำหรับรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล จัดตั้งขึ้นเพื่อถวายเป็นพระราชอนุสรณ์แด่ สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก “พระบิดาแห่งการแพทย์แผนปัจจุบันและการสาธารณสุขของไทย” โดยจะมอบแก่บุคคลหรือองค์กรที่มีผลงานดีเด่นด้านการแพทย์และการสาธารณสุข อันก่อประโยชน์แก่มนุษยชาติ เป็นประจำทุกปีตั้งแต่ปี 2535 ซึ่งในปี 2568 มีผู้ได้รับพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ประจำปี 2568 จำนวน 2 ราย ได้แก่ 1) สาขาการแพทย์ นายแพทย์ เทอร์รี ดีน คิง ผู้มีผลงานโดดเด่นด้านการสร้างสรรค์นวัตกรรมทางการแพทย์และการพัฒนาเทคโนโลยีการรักษาแบบรุกล้ำน้อย สำหรับผู้ป่วยโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด และ 2) สาขาการสาธารณสุข ศาสตราจารย์นายแพทย์วอลเตอร์ ซี. วิลเล็ตต์ ซึ่งมีผลงานวิจัยด้านโภชนาการที่ส่งผลอย่างลึกซึ้งต่อการส่งเสริมสุขภาพของประชากรโลก และการกำหนดนโยบายสาธารณสุขเพื่อการป้องกันโรค
ขณะที่กระทรวงสาธารณสุข เดินหน้านโยบาย “หมอไม่ล้า ประชาชนไม่รอ เชื่อมต่อทุกบริการผ่านเทคโนโลยี” อย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อวันที่ 27 มกราคม 2569 นายแพทย์ ปิยะ ศิริลักษณ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข เขตสุขภาพที่ 1 เปิดโครงการขับเคลื่อนนโยบาย “หมอไม่ล้า ประชาชนไม่รอ เชื่อมต่อทุกบริการผ่านเทคโนโลยี” และการใช้งาน Super App ระดับเขตสุขภาพที่ 1 โดยนโยบายดังกล่าวเป็นหนึ่งในนโยบายเร่งด่วนของกระทรวงสาธารณสุข มุ่งยกระดับการให้บริการทางการแพทย์ด้วยการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ เพื่อเพิ่มความสะดวก รวดเร็ว และการเข้าถึงบริการของประชาชน พร้อมลดภาระงานของบุคลากรทางการแพทย์ อาทิ การจองคิวรับบริการผ่านระบบออนไลน์ การแจ้งเตือนนัดหมาย บริการการแพทย์ทางไกล (Telemedicine) การออกใบนัดหมายหรือใบส่งตัวในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงการรับยาทางไปรษณีย์หรือผ่าน Rider
ทั้งนี้ มีการพัฒนาแอปพลิเคชัน “หมอพร้อม” ให้เป็น Super App ด้านสุขภาพ โดยนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ในการปฏิบัติงาน ควบคู่กับระบบบริหารเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการองค์กร และประเมินผลความพึงพอใจของผู้รับบริการผ่านระบบออนไลน์ สำหรับการยกระดับแอปฯ หมอพร้อม เป็น หมอพร้อมพลัส หรือ Super App จะรวบรวมบริการและแอปพลิเคชันด้านสุขภาพไว้ในที่เดียว อาทิ ระบบ Health Service สำหรับค้นหาหน่วยบริการ ระบบนัดหมายและแจ้งเตือนออนไลน์ ประวัติสุขภาพอิเล็กทรอนิกส์ การบริจาคออนไลน์และการบริจาคอวัยวะ รวมถึงบริการส่งเสริมสุขภาพภายใต้แนวคิด Healthiest เช่น Lifestyle Medicine ระบบหมอพร้อมเครดิต คะแนนและแคมเปญสุขภาพ ตลอดจนระบบ Caregiver
เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดูแลด้านสาธารณสุขและสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนเข้าถึงบริการอย่างเท่าเทียม
ด้านกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้ดำเนินโครงการ “สุขกาย สบายกระเป๋า” นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า โครงการดังกล่าวได้ร่วมมือกับกระทรวงสาธารณสุข และสมาคมโรงพยาบาลเอกชน ภายใต้การขับเคลื่อนของรัฐบาล โดยมีเป้าหมายเดียวกันคือ “ยกระดับสาธารณสุขไทย พร้อมลดภาระค่าครองชีพของประชาชน” ซึ่งกรมการค้าภายในได้เริ่มตั้งแต่กลางเดือนมกราคมที่ผ่านมา และยังได้เดินหน้ามาตรการดูแลค่าครองชีพอย่างต่อเนื่อง โดยจะดำเนินโครงการบรรเทาค่าครองชีพ “สุขกาย สบายกระเป๋า” เฟส 2 ซึ่งจะขยายการลดราคาประกันสุขภาพและดูแลราคาเวชภัณฑ์ ควบคู่กับการปรับบทบาทกิจกรรม “ธงฟ้า” ให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคมากขึ้น โดยปรับแนวคิดจากการเน้น “ราคาถูก” ไปสู่ “ฉลาดซื้อ ฉลาดใช้” เน้นสินค้าราคาประหยัดที่มาพร้อมคุณภาพและความคุ้มค่า








