นายกฯ กำชับ เร่งจ่ายเงินเยียวยาครอบครัวทหารที่เสียชีวิตจากสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา และดูแลสวัสดิการทหารผ่านศึก

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี โดยก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรีได้กำชับกับคณะรัฐมนตรีว่า แม้เป็นสัปดาห์สุดท้ายก่อนการเลือกตั้ง แต่ภารกิจหน้าที่ความเป็นคณะรัฐมนตรี จะต้องบริหารราชการด้วยความพร้อมและเต็มประสิทธิภาพ จนกว่าจะมีการถวายสัตย์ปฏิญาณ จึงขอให้คณะรัฐมนตรีทุกคนติดตามภาระหน้าที่ในฐานะรัฐมนตรีที่กำกับดูแลอยู่อย่างเต็มที่

ทั้งนี้ในวันที่ 3 กุมภาพันธ์ ของทุกปีถือเป็นวันทหารผ่านศึก นายกรัฐมนตรีเป็นประธานพิธีบรรจุอัฐิทหารที่เสียชีวิตระหว่างปฏิบัติหน้าที่พิทักษ์ชายแดนไทย – กัมพูชา จำนวน 42 นาย ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ โดยมีพลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม พลเอก กานต์นาท นิกรยานนท์ ผู้อำนวยการองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก พร้อมด้วยคณะผู้บริหารระดับสูงขององค์การฯ รวมถึงครอบครัวและญาติของกำลังพลผู้เสียสละ เข้าร่วมพิธี และยังมีกิจกรรม ภายใต้ชื่องาน “3 กุมภาพันธ์ ทหารผ่านศึกน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง” เพื่อรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ที่พระองค์ทรงมีต่อองค์การฯ ทหารผ่านศึก และครอบครัวทหารผ่านศึก พร้อมทั้งขอบคุณกระทรวงกลาโหมที่ได้จัดกิจกรรมอย่างสมเกียรติ

นายกรัฐมนตรี ยังได้กำชับ พลเอก ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เกี่ยวกับสมาชิกในครอบครัวของทหารที่ยังไม่ได้รับค่าเยียวยาในส่วนต่าง ๆ ซึ่งแต่ละครอบครัวอาจจะมีข้อจำกัดหรืออุปสรรคต่างๆ กัน โดยขอให้กระทรวงกลาโหมสั่งการไปยังหัวหน้าหน่วยต่างๆ ให้ทำหน้าที่ให้คำแนะนำ หรือเป็นตัวกลางในการไกล่เกลี่ยปัญหา ให้ได้รับเงินเยียวยาโดยเร็วและครบถ้วน และให้ปลัดกระทรวงมหาดไทย กำชับไปยังผู้ว่าราชการจังหวัด และนายอำเภอ ที่ครอบครัวทหารอาศัยอยู่ เร่งสรุปดำเนินการเงินเยียวยาโดยเร็ว

รัฐบาลได้เร่งเยียวยาครอบครัวทหารผู้เสียชีวิต โดยบูรณาการความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน ทั้งด้านเงินช่วยเหลือและสิทธิประโยชน์ เพื่อให้ครอบคลุมความจำเป็นในการดำรงชีพ และติดตามความคืบหน้าอย่างใกล้ชิดให้ความช่วยเหลือถึงมือครอบครัวอย่างเป็นธรรม โดยมีกองทัพบกและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยดูแลกรณีติดขัดด้านกฎหมาย ซึ่งจากการหารือกับครอบครัวทหารทั้ง 42 นาย เป็นไปด้วยความเข้าใจร่วมกัน และรัฐบาลยืนยันจะดูแลอย่างต่อเนื่องจนมั่นใจว่าครอบครัวสามารถกลับไปใช้ชีวิตได้ตามปกติ อย่างไรก็ตาม ทหารผ่านศึกจากสมรภูมิอื่นๆ ยังต้องการการดูแลเพิ่มขึ้น เนื่องจากเงินช่วยเหลือปัจจุบันเดือนละ 600 บาทไม่เพียงพอ โดยเฉพาะผู้ได้รับบาดเจ็บหรือสูญเสียอวัยวะ ความกังวลสำคัญคือการดำรงชีวิตหลังออกจากโรงพยาบาล ทหารส่วนใหญ่ต้องการมีอาชีพและรายได้อย่างยั่งยืน มากกว่าการพึ่งพาการช่วยเหลือจากรัฐ นอกจากนี้ ยังมีทหารผ่านศึกบางส่วนที่ไม่มีครอบครัว เป็นทหารอาสาสมัครและไม่ได้รับบำเหน็จบำนาญ จำเป็นต้องได้รับการช่วยเหลือ
เป็นกรณีพิเศษ ทั้งนี้หากมีการยื่นรายชื่อและประวัติเข้ามา จะสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดูแลอย่างเต็มที่ โดยมอบหมายให้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมกำกับติดตามอย่างใกล้ชิด พร้อมกันนี้ยืนยันว่าขณะนี้จะยังไม่มีการเปิดด่านชายแดนไทย – กัมพูชา อย่างแน่นอน

นอกจากนี้ พลเอก พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก มอบหมายให้กรมกำลังพลทหารบกร่วมกับหน่วยขึ้นตรงกองทัพบกที่มีกำลังพลปฏิบัติราชการสนามบริเวณชายแดนไทย – กัมพูชา ดำเนินการเตรียมเสนอขอพระราชทานเหรียญกล้าหาญให้แก่กำลังพล รวมถึงครอบครัวทหารกล้าผู้เสียชีวิต เพื่อเชิดชูเกียรติวีรบุรุษทหารหาญ ตอบแทนความเสียสละด้วยจิตใจที่เข้มแข็ง และเพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้แก่กำลังพลและครอบครัว ให้ได้ร่วมระลึกถึงเหตุการณ์สำคัญครั้งหนึ่งในชีวิตที่ได้อุทิศตนเพื่อประเทศชาติ ซึ่งจะคงคุณค่าและความภาคภูมิใจไว้ในเหรียญกล้าหาญที่ได้รับพระราชทานตลอดไป

อีกทั้ง นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เปิดเผยว่า ตามที่ประเทศไทยได้รับมอบสิ่งของช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมจากสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อช่วยเหลือประชาชนไทยที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดนประเทศไทย – กัมพูชา เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา และ ปภ. ได้เป็นหน่วยดำเนินการลำเลียงสิ่งของช่วยเหลือไปยังจังหวัดชายแดนไทย – กัมพูชา ที่ได้รับผลกระทบ ทั้ง 7 จังหวัด ได้แก่ บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ สุรินทร์ ตราด สระแก้ว อุบลราชธานี และจันทบุรี ซึ่งได้ดำเนินการตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 ปัจจุบันสิ่งของช่วยเหลือได้ทยอยถึงศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขตที่รับผิดชอบดูแลจังหวัดที่มีพื้นที่ติดชายแดนไทย-กัมพูชาแล้ว รวมกว่า 12,000 แพ็ค โดยวางแผนกระจายสิ่งของบริจาคไปยังอำเภอและพื้นที่ประสบภัย ให้เข้าถึงประชาชนที่ได้รับผลกระทบอย่างทั่วถึง ประกอบด้วย ผ้าห่ม เตียงพับ มุ้งกันยุง พัดลม ที่นอน เสื้อกันหนาว ชุดเครื่องมือช่างภายในบ้าน ซึ่งสามารถบรรเทาความเดือดร้อนและช่วยเหลือด้านการดำรงชีพเบื้องต้นให้แก่ประชาชนในพื้นที่ เป็นไปตามจุดมุ่งหมายการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมที่มีระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง