นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นำแถลงผลปฏิบัติการ “สิงห์ตะปบเหยื่อ” จากการตรวจยึดบุหรี่ล็อตใหญ่กลางเมืองหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ณ บริเวณหน้าที่ว่าการอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา นายอนุทิน กล่าวว่า การเดินทางมาครั้งนี้มาในฐานะนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เพื่อติดตามและแถลงผลปฏิบัติการ “สิงห์ตะปบเหยื่อ” ซึ่งเป็นการตรวจค้นจับกุมการลักลอบจำหน่ายบุหรี่ (มวน) กลางเมืองหาดใหญ่ เป็นหนึ่งในเครือข่ายค้าบุหรี่เถื่อนรายใหญ่ที่สุดในภาคใต้ และเพื่อมาให้กำลังใจชื่นชมการทำงานของกระทรวงมหาดไทย กรมการปกครอง ตลอดจนทุกส่วนราชการในพื้นที่ ทั้งพนักงานฝ่ายปกครอง ตำรวจ ทหาร สมาชิกกองอาสารักษาดินแดน ที่ได้บูรณาการสรรพกำลัง ดำเนินตามนโยบายของรัฐบาล “ปราบปรามผู้กระทำผิดและของผิดกฎหมายเหล่านี้” ซึ่งเป็นสิ่งที่ได้ให้ความสำคัญและเน้นย้ำมาโดยตลอดตั้งแต่ครั้งดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
บุหรี่เถื่อนที่ยึดได้ในครั้งนี้ มีจำนวนกว่า 2,000 ลัง คิดเป็น 20,000,000 มวน และเจ้าหน้าที่สามารถจับกุมผู้กระทำความผิดได้ 14 ราย จากการประเมินมูลค่าความเสียหายในเบื้องต้นพบว่า รัฐต้องสูญเสียรายได้ไปมากกว่า 67 ล้านบาท และค่าปรับทางภาษีมากกว่า 1,000 ล้านบาท รวมถึงได้ยึดรถที่ใช้ในการกระทำความผิด จำนวน 11 คัน และที่สำคัญคือของกลางเหล่านี้ถูกบรรจุหีบห่อพร้อมส่งไปยังปลายทางเป็นอย่างดี หากหลุดไปจะทำให้ขบวนการค้าของเถื่อนกระจายไปทั่วประเทศและทำลายสุขภาพของประชาชนได้เป็นอย่างมาก
สิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่มูลค่าของกลาง แต่คือการสกัดกั้นและทำลายเครือข่ายการค้าของเถื่อนที่ดำเนินการอย่างเป็นระบบ ท้าทายกฎหมาย และมีการกระจายสินค้าอย่างเปิดเผย ผ่านช่องทางขนส่งสาธารณะ สายการบิน รถโดยสาร รถไฟ รวมถึงการจำหน่ายผ่านระบบออนไลน์ หากไม่ถูกปราบปรามอย่างจริงจัง บุหรี่เถื่อนเหล่านี้จะถูกกระจายไปทั่วประเทศ ทั้งนี้ ได้กำชับให้ทุกหน่วยงานบูรณาการการทำงานอย่างใกล้ชิด ร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงการคลัง โดยกรมสรรพสามิตและกรมศุลกากร สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) รวมถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อขยายผลไปถึงผู้เกี่ยวข้องทุกระดับ ทั้งผู้ให้สถานที่เก็บสินค้า เจ้าของอาคาร เจ้าของที่ดินและเครือข่ายทางการเงิน ขอใช้การแถลงข่าวนี้ประกาศไปยังผู้ที่คิดจะทำสิ่งผิดกฎหมายบ้านเมืองทุกคนว่า จงได้หยุดความคิดและการกระทำที่ผิดเหล่านั้นเสียเพราะไม่คุ้มกับสิ่งที่จะได้รับผลทางกฎหมายที่จะดำเนินการให้ถึงที่สุด และขอเน้นย้ำให้เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานทุกคนอย่าเกรงกลัวอิทธิพลมืดของผู้กระทำความผิด ขอให้ทุกคนได้ยึดถือกฎหมายและปฏิบัติให้ถูกต้อง เพราะการจับกุมผู้กระทำผิดทุกครั้ง คือการทำลายเครือข่ายอาชญากรรมให้ลดน้อยลง จึงต้องช่วยกันสร้างความมั่นใจ สร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชน เพื่อบำบัดทุกข์ บำรุงสุข ขจัดภัยอันตรายจากอาชญากรเหล่านี้ให้หมดสิ้นและมุ่งมั่นเป็นข้าราชการที่ดีของแผ่นดินสืบไป
เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อหาต่อผู้กระทำผิดรวม 4 ข้อหา ประกอบด้วย
1. มีไว้ในครอบครองซึ่งสินค้าที่เป็นสินค้าที่มิได้เสียภาษีหรือเสียภาษีไม่ครบถ้วน ตามมาตรา 203 แห่งพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560
2. ขายหรือมีไว้เพื่อขายซึ่งสินค้าที่มิได้เสียภาษีหรือเสียภาษีไม่ครบถ้วน แห่งพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560
3. นำเข้ามาในหรือส่งออกไปนอกราชอาณาจักรซึ่งของที่ยังมิได้ผ่านพิธีการศุลกากร หรือเคลื่อนย้ายของออกไปจากยานพาหนะ คลังสินค้าทัณฑ์บน โรงพักสินค้า ท่าเรือรับอนุญาต หรือเขตปลอดอากร โดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานศุลกากร ตามมาตรา 242 แห่ง พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560
4. ช่วยซ่อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำ หรือรับไว้โดยประการใดซึ่งของอันตนพึงรู้ว่าเป็นของอันเนื่องด้วยความผิด ตามมาตรา 246 แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560
โดยได้นำตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรหาดใหญ่ สถานีตำรวจภูธรทุ่งลุง สถานีตำรวจภูธรคลองหอยโข่ง เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายให้ถึงที่สุด และจะได้ทำการสอบสวนขยายผลต่อไปว่าผู้ใดมีส่วนเกี่ยวข้องให้การสนับสนุนการทำผิดในครั้งนี้ ทั้งทางตรงและทางอ้อม เพื่อจับกุมให้หมดทั้งขบวนการ
สำหรับปฏิบัติการเชิงรุกปราบปรามขบวนการค้าบุหรี่ผิดกฎหมายในพื้นที่จังหวัดสงขลา เกิดขึ้นหลังจากประชาชนร้องเรียนปัญหาการแพร่ระบาดของบุหรี่อย่างหนักจนเยาวชนเข้าถึงได้ง่าย โดยผลสำรวจพบว่าบุหรี่ ที่หมุนเวียนในสงขลากว่า 90.1% เป็นบุหรี่เถื่อน ส่งผลให้ท้องถิ่นต้องสูญเสียรายได้จากการจัดเก็บภาษีไปมากกว่าหลายร้อยล้านบาทต่อปี ซึ่งสินค้าส่วนใหญ่ถูกลักลอบนำเข้ามาจากประเทศเพื่อนบ้านเพื่อจำหน่ายทั้งในรูปแบบขายปลีกและขายส่งครอบคลุมพื้นที่สงขลาและจังหวัดข้างเคียง โดยผลจากการสืบสวนเชิงลึกพบว่ากลุ่มผู้ค้ามีการปรับเปลี่ยนพฤติการณ์เพื่อตบตาเจ้าหน้าที่อย่างซับซ้อน โดยเปิดหน้าร้านอำพรางเป็นตู้น้ำแต่ซุกซ่อนสินค้าไว้ในโกดังลับ และเปลี่ยนมาใช้รถบรรทุกตู้ทึบเป็นจุดพักสินค้าเคลื่อนที่แทนการเก็บในอาคารเพื่อความสะดวกในการเคลื่อนย้ายตามสถานการณ์ นอกจากนี้ยังพบว่ามีการขยายฐานลูกค้าไปทั่วประเทศผ่านช่องทางออนไลน์และระบบขนส่งเอกชน โดยกลุ่มขบวนการมักอาศัยช่วงเวลากลางคืนในการลักลอบขนถ่ายสินค้า และวางขายอย่างไม่เกรงกลัวกฎหมายในช่วงกลางวัน จนนำมาสู่การเปิดปฏิบัติการเข้าจับกุมในครั้งนี้








