กรมควบคุมมลพิษ เร่งใช้สารขจัดคราบน้ำมัน เหตุเรือปานามาจม จ.ภูเก็ต

กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) เน้นใช้มาตรการดูแลความปลอดภัยสิ่งแวดล้อมเหตุเรือบรรทุกสินค้าสัญชาติปานามาจมลงทะเลใน จ.ภูเก็ต พร้อมเร่งใช้สารขจัดคราบน้ำมันในทะเลลดผลกระทบทรัพยากรทางทะเล


นายสุรินทร์ วรกิจธำรง อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) กล่าวถึงเหตุเรือบรรทุกสินค้าสัญชาติปานามาจมลงทะเลใน จ.ภูเก็ต ว่า กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) ได้เข้าไปดูแล ควบคุม และกำกับการใช้สารเคมีขจัดคราบน้ำมันในประเทศไทย ตามแผนป้องกันและขจัดมลพิษทางน้ำเนื่องจากน้ำมันแห่งชาติ พ.ศ. 2545 เพื่อให้การแก้ปัญหาน้ำมันรั่วไหลเป็นไปอย่างเหมาะสมและไม่กระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชน โดยใช้แบบจำลองทางคณิตศาสตร์ Oil Map คาดการณ์ทิศทางการเคลื่อนตัวของคราบน้ำมัน กรณีน้ำมันรั่วไหลจากเรือพบคราบน้ำมันมีแนวทางการเคลื่อนตัวจากตำแหน่งเรือที่จมไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ และจะเคลื่อนตัวออกสู่ทะเลเปิดไม่พัดเข้าสู่ชายฝั่งของประเทศไทย และเรือจมลงมีความลึกประมาณ 60 เมตร ซึ่งผู้ปฏิบัติงานสามารถดำเนินการใช้สารเคมีได้โดยไม่จำเป็นต้องขออนุญาตจาก คพ. ล่วงหน้า แต่จะต้องจัดทำรายงานสรุปผลการใช้สารขจัดคราบน้ำมัน และเสนอให้ คพ. ที่ทราบภายหลังการดำเนินการ ทั้งนี้ กระบวนการพิจารณาอนุญาตจะประเมินความเหมาะสมของชนิดและปริมาณสารเคมีขจัดคราบน้ำมันให้สอดคล้องกับชนิดและปริมาณน้ำมันที่รั่วไหล โดยทั่วไปใช้อัตราส่วนของสารเคมีขจัดคราบน้ำมันต่อน้ำมันประมาณ 1:10 ควบคู่กับการวิเคราะห์ผลประโยชน์สุทธิด้านสิ่งแวดล้อม (NEBA) เพื่อให้การใช้สารเคมีขจัดคราบน้ำมันสามารถลดผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ ระบบนิเวศ และสิ่งแวดล้อมโดยรวมได้อย่างเหมาะสมที่สุด

สำหรับสารเคมีขจัดคราบน้ำมัน (Oil Dispersant) เป็นสารที่ประกอบด้วยสารลดแรงตึงผิวและตัวทำละลาย ทำหน้าที่ช่วยให้น้ำมันที่ลอยอยู่บนผิวน้ำแตกตัวเป็นหยดขนาดเล็กและกระจายเข้าสู่มวลน้ำเพื่อขจัดน้ำมันออกจากผิวน้ำโดยเร็วที่สุดแล้วถ่ายเทเข้าสู่มวลน้ำ ส่งผลทำให้น้ำมันถูกเจือจางอย่างรวดเร็วจนถึงระดับความเข้มข้นที่ไม่เป็นอันตราย หลังจากนั้นน้ำมันจะถูกย่อยสลายด้วยกระบวนการทางชีวภาพได้ในธรรมชาติ การใช้สารเคมีขจัดคราบน้ำมันในแหล่งน้ำของประเทศไทย ต้องเป็นสารที่ได้รับการรับรองจากหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องทั้งในประเทศและต่างประเทศ และอยู่ในบัญชีรายชื่อที่ คพ.กำหนด อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ คพ. โดยการใช้สารเคมีขจัดคราบน้ำมันต้องได้รับอนุญาตจาก คพ. เป็นลายลักษณ์อักษร ในกรณีพื้นที่ดังต่อไปนี้ ได้แก่ พื้นที่ทะเลที่มีความลึกน้อยกว่าหรือเท่ากับ 10 เมตร // พื้นที่ทะเลที่มีทรัพยากรธรรมชาติอ่อนไหวต่อการได้รับผลกระทบจากน้ำมัน // บริเวณแหล่งน้ำจืดและน้ำกร่อย ทั้งนี้ ในกรณีที่มีความจำเป็นเร่งด่วนหรือไม่สามารถประเมินสถานการณ์ได้อย่างครบถ้วน การพิจารณาอนุญาตให้ใช้สารเคมีขจัดคราบน้ำมันอาจอยู่ในดุลยพินิจของผู้อำนวยการศูนย์ควบคุมการปฏิบัติการ โดยคำนึงถึงผลประโยชน์สุทธิด้านสิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญ และต้องรายงานให้ คพ. ทราบภายหลัง

ข่าวที่เกี่ยวข้อง