นายปาณิดล ปัจฉิมสวัสดิ์ รักษาการอธิบดีกรมสารนิเทศและรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ พร้อมด้วยนายวีรพัฒน์ เกียรติเฟื่องฟู รองปลัดกระทรวงพลังงาน และนายเศกสันฐ์ ง้าวสุวรรณ์ ผู้ช่วยปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ร่วมแถลงข่าววันแรกของ“ศูนย์แถลงข่าวร่วมสถานการณ์ฉุกเฉินในตะวันออกกลาง”ตามข้อสั่งการนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในการจัดตั้งศูนย์ เพื่อสื่อสารสถานการณ์แก่ประชาชน
นายปาณิดล กล่าวถึงพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางปัจจุบันซึ่งยังคงตึงเครียด มีการโจมตีต่อเนื่องในอิหร่าน เลบานอน และหลายประเทศในภูมิภาค ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต บาดเจ็บ และพลัดถิ่น ในขณะที่อาเซียนเรียกร้องให้ทุกฝ่ายยุติความรุนแรงและคำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชน โดยกระทรวงการต่างประเทศ เร่งให้ความช่วยเหลือคนไทยในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ ขณะนี้ยังไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิต โดยอิหร่าน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูงสุด ทางสถานทูตได้กำหนดอพยพคนไทย 2 รอบ คือ วันที่ 7 และ 10 มีนาคม 2569 ขณะนี้มีผู้ลงทะเบียนแล้ว 138 คน ส่วนประเทศอื่นๆ เช่น สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ บาห์เรน กาตาร์ จอร์แดน และอิรัก สถานทูตในพื้นที่ได้ดูแลและให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิดเพื่อประสานการเดินทางกลับ พร้อมเตือนประชาชนอย่าหลงเชื่อข่าวปลอมกรณีไทยลงนามสนธิสัญญา Indo-Pacific ซึ่งไม่เป็นความจริง
ส่วนข้อกังวลด้านพลังงาน นายวีรพัฒน์ เกียรติเฟื่องฟู รองปลัดกระทรวงพลังงาน ยืนยันว่า แม้สถานการณ์จะกระทบการนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลาง แต่ไทยนำเข้าน้ำมันจากหลายแหล่ง โดยราว 40% มาจากนอกภูมิภาคตะวันออกกลาง จึงจะไม่เกิดการขาดแคลนน้ำมันอย่างแน่นอน พร้อมใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เข้าควบคุมดูแลราคาขายปลีกและตรึงราคาดีเซล เป็นเวลา 15 วัน
สำหรับมาตรการการช่วยเหลือนักท่องเที่ยว นายเศกสันฐ์ ง้าวสุวรรณ์ ผู้ช่วยปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ย้ำว่าได้บูรณาการร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ภาคธุรกิจ และอีกหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดตั้งศูนย์ติดตามสถานการณ์วิกฤตท่องเที่ยว ดูแลนักท่องเที่ยวในพื้นที่หลัก อาทิ ภูเก็ต กระบี่ พังงา และเชียงใหม่ พร้อมยกเว้นค่าปรับให้ผู้พำนักเกินกำหนด และอนุญาตให้อยู่ต่อได้ ครั้งละไม่เกิน 30 วัน โดยสามารถติดต่อ สายด่วน 1178 1672 และ 1155
รัฐบาลยืนยันติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมดูแลความปลอดภัยคนไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติ ควบคู่กับการรักษาเสถียรภาพทางพลังงาน พร้อมสื่อสารข้อมูลผ่านการแถลงของ “ศูนย์แถลงข่าวร่วมสถานการณ์ฉุกเฉินในตะวันออกกลาง” ต่อเนื่องทุกวัน เวลา 18.10 น.
ขณะที่การช่วยเหลือแรงงานไทย นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน แถลงภายหลังเป็นประธานประชุมคณะกรรมการศูนย์ช่วยเหลือ ประสานงานติดตามสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลาง เพื่อติดตามสถานการณ์และประสานการช่วยเหลือแรงงานไทยในตะวันออกกลาง ร่วมกับอัครราชทูตที่ปรึกษา (ฝ่ายแรงงาน) ทั้ง 3 แห่ง ในตะวันออกกลาง ว่า กระทรวงแรงงานได้เตรียมความพร้อมหากต้องเข้าร่วมภารกิจอพยพเคลื่อนย้ายแรงงานกลับประเทศไทยตามนโยบายของรัฐบาล โดยแบ่งสถานการณ์ตามระดับความรุนแรงเป็น 4 ระดับ คือ คงที่ รุนแรง ยืดเยื้อ และ ยุติ ได้มอบหมายให้ พ.ต.ท.วรรณพงษ์ คชรักษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน ทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการศูนย์ช่วยเหลือประสานงานติดตามสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลาง มีอำนาจในการสั่งการและบัญชาการในทุกภาคส่วน ล่าสุดยังไม่ได้รับรายงานการบาดเจ็บหรือเสียชีวิตของแรงงานไทย
ในส่วนของการเตรียมการช่วยเหลือแรงงานไทยในประเทศต้นทาง ได้มอบหมายให้ทูตแรงงานในอิสราเอลช่วยอำนวยความสะดวกและประสานการให้ความช่วยเหลือแก่แรงงานไทย โดยเฉพาะการประสานกับทางการอิสราเอลและนายจ้างอิสราเอล เพื่ออพยพแรงงานไทยออกจากพื้นที่สีแดง (เช่น พื้นที่ติดชายแดนเลบานอน) ไปยังพื้นที่ปลอดภัย ในส่วนของประเทศอิหร่าน กระทรวงแรงงานไม่ได้มีสำนักงานแรงงานตั้งอยู่โดยตรง แต่มีฝ่ายแรงงานประจำ สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอาบูดาบี ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งดูแลครอบคลุมถึงประเทศอิหร่านด้วย ได้มอบหมายให้ใช้แนวปฏิบัติเดียวกันในการช่วยเหลืออำนวยความสะดวกแก่แรงงานไทยทุกคน เบื้องต้นทราบว่าจะมีแรงงานไทยในประเทศอิหร่านเดินทางกลับประเทศไทยในวันที่ 7 และ 10 มีนาคม 2569 สำหรับแผนการอพยพแรงงาน กระทรวงแรงงานได้จัดพื้นที่จุดพักคอย และจุดอพยพ ได้ประสานกับกระทรวงการต่างประเทศอย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ได้สั่งการให้ 5 เสือแรงงานในทุกจังหวัดเพื่อสื่อสารไปยังครอบครัว ญาติพี่น้องของแรงงานไทยให้คลายความวิตกกังวลในเรื่องต่างๆ รวมทั้งให้นำระบบแอปพลิเคชันติดตามของกรมการจัดหางานมาใช้ให้แรงงานไทยได้สื่อสารกับครอบครัว เพื่อลดความวิตกกังวล นอกจากนี้ยังได้สั่งการให้กรมการจัดหางานและกรมพัฒนาฝีมือแรงงานจัดทำแผนรองรับกรณีที่แรงงานกลับถึงประเทศไทย โดยประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งการตรวจสุขภาพกายและประเมินสภาพจิตใจ โดยกระทรวงสาธารณสุข การดูแลเรื่องสิทธิประโยชน์ การตรวจสอบสิทธิจากกองทุนเพื่อช่วยเหลือคนหางานไปทำงานในต่างประเทศ เพื่อรับเงินสงเคราะห์กรณีภัยสงคราม การเยียวยา รวมทั้งการเตรียมพร้อมพัฒนาทักษะ และหาตำแหน่งงานใหม่ภายในประเทศ หรือเตรียมความพร้อมหากต้องการกลับไปทำงานต่างประเทศอีกครั้งเมื่อเหตุการณ์สงบ
ส่วนแรงงานไทยที่ต้องการจะเดินทางไปทำงานในตะวันออกกลางทั้ง 12 ประเทศ ได้แก่ อิสราเอล ซาอุดีอาระเบีย กาตาร์ คูเวต เลบานอน บาห์เรน จอร์แดน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โอมาน ไซปรัส เยเมน และอิหร่าน ได้สั่งการให้จัดหางานจังหวัดทุกจังหวัด รวมถึงผู้อำนวยการสำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1-10 ชะลอจัดส่งแรงงานไทยไปทำงานในภูมิภาคตะวันออกกลางทุกวิธีการเดินทางออกไปก่อนโดยไม่มีกำหนด จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลายหรือมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง
ด้านนายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยว่า ตามที่ได้เกิดสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของนักศึกษาและบุคลากรสถาบันอุดมศึกษาไทยที่กำลังศึกษา ฝึกงาน ทำวิจัย หรือฝึกอบรมอยู่ในพื้นที่ดังกล่าว รวมถึงประเทศใกล้เคียงในภูมิภาคตะวันออกกลาง จึงได้สั่งการให้ทุกสถาบันอุดมศึกษาและหน่วยงานในสังกัดและกำกับ เร่งตรวจสอบข้อมูลและรายงานจำนวนนักศึกษาและบุคลากรที่พำนักอยู่ในพื้นที่เสี่ยงโดยด่วน
จากข้อมูลล่าสุดที่ได้รับการประสานจากกระทรวงการต่างประเทศ (กองตะวันออกกลาง) พบว่าปัจจุบันมีนักศึกษาไทยพำนักอยู่ใน อิหร่าน 180 คน อิสราเอล 56 คน จอร์แดน 360 คน อียิปต์ 3,400 คน ซาอุดีอาระเบีย 425 คน เยเมน 120 คน และอิรัก 10 คน ได้กำชับให้สถาบันอุดมศึกษาประสานงานกับนักศึกษาและบุคลากร ในพื้นที่อย่างใกล้ชิด ติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง และประสานการทำงานร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศ รวมถึงสถานเอกอัครราชทูตไทยในแต่ละประเทศ เพื่อเตรียมความพร้อมด้านมาตรการดูแลความปลอดภัยและแผนรองรับกรณีจำเป็นต้องอพยพหรือเดินทางกลับประเทศไทย
สำหรับด้านการดูแลสุขภาพ นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้กำชับให้ทุกหน่วยงานเตรียมความพร้อม ทั้งการดูแลสุขภาพคนไทยกรณีที่ต้องมีการอพยพกลับประเทศ และการรับมือผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น อาทิ การบริหารจัดการยาและเวชภัณฑ์ให้มีเพียงพอ








