นายวีรพัฒน์ เกียรติเฟื่องฟู รองปลัดกระทรวงพลังงาน ในฐานะโฆษกกระทรวงพลังงาน เปิดเผยถึงสถานการณ์พลังงานท่ามกลางวิกฤตสงครามในตะวันออกกลาง โดยยืนยันว่าประเทศไทยยังคงมีปริมาณน้ำมันเพียงพอและไม่เกิดปัญหาขาดแคลนอย่างแน่นอน แม้เหตุการณ์ดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อปริมาณน้ำมันดิบทั่วโลกประมาณ 1 ใน 5 หรือประมาณ 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน แต่ที่เหลืออีก 4 ส่วน ยังคงมีการซื้อขายตามปกติ สำหรับประเทศไทยในเดือนมีนาคมนี้ ยังคงมีเรือขนส่งน้ำมันเข้ามาสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง ไม่มีปัญหาน้ำมันหมด ส่วนปัญหาน้ำมันหมดในบางสถานีในช่วงที่ผ่านมา ไม่ได้เกิดจากน้ำมันในคลังขาดแคลน แต่เกิดจากประชาชนแห่เติมน้ำมันสูงกว่าปกติสูงถึง 300-400 % ทำให้ระบบโลจิสติกส์และการขนส่งจากคลังไปสู่สถานีบริการน้ำมันทำไม่ทันชั่วคราว
ทั้งนี้ประเทศไทยมีความต้องการใช้น้ำมันสูงถึง 800,000 บาร์เรลต่อวัน ขณะที่ขีดความสามารถในการขุดเจาะน้ำมันดิบในประเทศทำได้เพียง 70,000 – 80,000 บาร์เรลต่อวัน หรือคิดเป็นเพียง 1 ใน 10 ของยอดใช้จริงเท่านั้น จึงยังมีความจำเป็นต้องนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศ เพื่อกระจายความเสี่ยงกรมธุรกิจพลังงาน ได้หารือกับผู้ค้าน้ำมัน เร่งหาแหล่งนำเข้าอื่นนอกตะวันออกกลางมาเสริม เช่น แอฟริกา, อเมริกา, มาเลเซีย และออสเตรเลีย ส่วนก๊าซหุงต้ม (LNG) รัฐบาลมีการทำสัญญาระยะยาวกับกาตาร์ และมีการซื้อขายแบบตลาดจร (Spot) ทั่วโลก เพื่อกระจายความเสี่ยงเช่นกัน
โฆษกกระทรวงพลังงาน ยืนยันว่ารัฐบาลจะดูแลทั้งปริมาณและราคาให้มีเสถียรภาพ เพื่อไม่ให้กระทบต่อค่าครองชีพ โดยใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เข้ามาช่วยอุดหนุนและรักษาเสถียรภาพราคา ทำให้ช่วงนี้ราคาขายปลีกในประเทศจะยังไม่ขยับตัว พร้อมขอความร่วมมือประชาชนอย่าตื่นตระหนกและไม่จำเป็นต้องกักตุนน้ำมัน








