กต. ขอให้คนไทยรีบออกจากพื้นที่เสี่ยงโดยเร็วที่สุด อพยพคนไทยในอิหร่านชุดแรก 68 คน 7 มี.ค. นี้

นายปาณิดล ปัจฉิมสวัสดิ์ รักษาการอธิบดีกรมสารนิเทศและรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ พร้อมด้วยนายสันติ นันตสุวรรณ รองปลัดกระทรวงแรงงานและโฆษกกระทรวงแรงงาน และนายกรนิจ โนนจุ้ย ผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์และรองโฆษกกระทรวงพาณิชย์ แถลงข่าวศูนย์แถลงข่าวร่วมสถานการณ์ฉุกเฉินในตะวันออกกลาง

นายปาณิดล กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีรายงานคนไทยบาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกลาง ทั้งนี้กระทรวงการต่างประเทศขอให้คนไทยออกจากพื้นที่เสี่ยงโดยเร็วที่สุด พร้อมทั้งให้ข้อมูลการติดต่อกับสถานเอกอัครราชทูตที่รับผิดชอบ ส่วนการให้ความช่วยเหลือคนไทยในพื้นที่ โดยที่ประเทศอิหร่านมีคนไทยลงทะเบียนอพยพแล้ว 117 คน จะเดินทางออกมารอบแรกในวันที่ 7 มีนาคม 2569 จำนวน 68 คน รอบที่ 2 วันที่ 10 มีนาคม 2569 จะเดินทางออกมาอีก 49 คน พร้อมย้ำให้คนไทยที่ต้องการเดินทางออกเพิ่มเติมให้รีบติดต่อสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเตหะราน โดยทันที นอกจากนี้มีเจ้าหน้าที่เดินทางไปยังตุรกีเพื่ออำนวยความสะดวกในการอพยพ ส่วนในพื้นที่เลบานอนมีคนไทยในพื้นที่ทั้งหมด 118 คน สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงริยาด ได้ออกประกาศให้คนไทยออกจากประเทศเลบานอนโดยเร็วที่สุดในช่วงที่เครื่องบินพาณิชย์ยังเปิดให้บริการ หลีกเลี่ยงการเดินทางไปพื้นที่เสี่ยงภัย และให้ข้อมูลติดต่อกรณีฉุกเฉิน ขณะที่ในประเทศบาห์เรนมีคนไทยแจ้งเดินทางกลับแล้ว 917 คน โดยมีคนไทยกลุ่มแรกเดินทางกลับถึงประเทศไทยแล้วเมื่อวันที่ 4 มีนาคม ที่ผ่านมา และทยอยกลับอย่างต่อเนื่อง สำหรับคูเวต และกาตาร์ น่านฟ้ายังคงปิดอยู่ สถานเอกอัครราชทูตยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเพื่อหาเส้นทางหากต้องมีการอพยพต่อไป ส่วนประเทศอื่นๆ สถานเอกอัครราชทูต และสถานกงสุลใหญ่ อำนวยความสะดวกคนไทยประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งรัดดำเนินการเดินทางกลับ

ด้านนายสันติ นันตสุวรรณ รองปลัดกระทรวงแรงงานและโฆษกกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า ปัจจุบันมีแรงงานไทยที่เดินทางไปทำงานในต่างประเทศและพำนักอยู่ในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งผ่านการอนุญาตและ
แจ้งไปทำงานของกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน ประมาณ 61,396 คน ซึ่งหลังเกิดเหตุสู้รบดังกล่าวกระทรวงแรงงาน ได้กำหนดมาตรการและดำเนินการ ดังนี้ 1. จัดตั้ง War Room เพื่อประสานการช่วยเหลือแรงงานไทยอย่างใกล้ชิด 2. ออกมาตรการชะลอการจัดส่งแรงงานไทยไปยังพื้นที่ตะวันออกกลางเป็นการชั่วคราว 3. ส่งเสริมการใช้ Application SMART TOEA ที่จะบันทึกพิกัดสถานที่ทำงานหรือที่พักของแรงงานไทย เพื่อให้กระทรวงแรงงาน สถานเอกอัครราชทูต และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สามารถเข้าช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงทีหากเกิดเหตุฉุกเฉิน 4. ลงพื้นที่ดูแลครอบครัวแรงงานไทย 5. แจ้งช่องทางติดต่อสถานทูต และ 6. เตรียมความพร้อมกรณีอพยพแรงงาน สำหรับการดูแลแรงงานไทยในภูมิภาคตะวันออกกลาง กระทรวงแรงงานมีสำนักงานแรงงานไทยในต่างประเทศ 3 แห่ง ได้แก่ สำนักงานแรงงาน ณ กรุงเทลอาวีฟ รัฐอิสราเอล สำนักงานแรงงาน ณ กรุงอาบูดาบี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ สำนักงานแรงงาน ณ กรุงริยาด ราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย ซึ่งจะทำงานร่วมกับสถานเอกอัครราชทูตอย่างใกล้ชิด เพื่อประสานความช่วยเหลือและอำนวยความสะดวกแก่แรงงานไทย

ขณะที่นายกรนิจ โนนจุ้ย ผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์และรองโฆษกกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า จากการลงพื้นที่สำรวจราคาสินค้าของสำนักงานพาณิชย์จังหวัดและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศพบว่าปัจจุบันการจำหน่ายสินค้าโดยรวมยังเป็นไปตามปกติ สินค้ามีเพียงพอ ระบบกระจายสินค้ายังเป็นไปตามปกติ ราคายังเป็นไปตามปกติ นอกจากนี้ยังร่วมมือกับผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศดำเนินมาตรการ 3 ข้อ คือ 1. กำกับราคาสินค้าอุปโภคบริโภคและพลังงานในพื้นที่อย่างใกล้ชิด 2. สร้างการรับรู้และความเข้าใจที่ถูกต้องให้ประชาชน เพื่อลดความตระหนกและยืนยันว่าสินค้ายังมีเพียงพอ และ 3. กำกับหน่วยงานราชการในจังหวัดให้ดำเนินการตามมาตรการอย่างเคร่งครัด นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงมหาดไทย ได้มีการร่วมมือในการเปิดศูนย์ดำรงธรรม ของจังหวัดและอำเภอ เพื่อรับเรื่องร้องเรียนจากประชาชน ควบคู่ไปกับการรับแจ้งของกระทรวงพาณิชย์

อีกทั้ง นายสันติ ปิยะทัต รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ประชุมคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค เพื่อกำหนดมาตรการคุ้มครองผู้บริโภคจากการประเมินสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลาง โดยคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ได้กำหนด 6 มาตรการ และ 1 แผนปฏิบัติการด้านบูรณาการหน่วยงาน ดังนี้

1. สคบ. เปิดสายด่วนรับเรื่องราวร้องทุกข์จากผู้บริโภคเพิ่มเติมจากปกติเป็นกรณีเร่งด่วน จำนวน 10 คู่สาย

2. เข้มงวดในการกำกับดูแลและควบคุมการประกอบธุรกิจที่ส่งผลต่อการบริโภคสินค้าและบริการในชีวิตประจำวัน โดยเพิ่มความถี่ในการลงพื้นที่ตรวจสอบผู้ประกอบธุรกิจเพื่อป้องกันการเอารัดเอาเปรียบ บูรณาการเชิงรุกกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้ง เฝ้าระวังการโฆษณาที่นำไปสู่การเข้าใจผิดของประชาชนในฐานะผู้บริโภค ที่ทำให้เกิดความตื่นตระหนก การกักตุนสินค้า หรือการซื้อสินค้าในราคาที่แพงในภาวะจำยอม

3. ขอความร่วมมือร้านค้าเปิดให้ผู้บริโภคมีทางเลือกในการชำระเงินทั้งบัตรเครดิต การโอนเงินทางแอปพลิเคชัน และเงินสด โดยที่ปัจจุบันมีร้านค้าเริ่มปฏิเสธรับเงินสด ซึ่งกระทบต่อผู้บริโภคบางรายและบางกรณี เช่น หากเกิดภาวการณ์สัญญาณเครือข่ายโทรคมนาคมขัดข้องหรือมีปัญหาด้านพลังงานและไฟฟ้า

4. สนับสนุนให้ผู้บริโภคซื้อสินค้าและบริการออนไลน์โดยเลือกซื้อสินค้าจาก Online platform ที่จดทะเบียนตลาดแบบตรงกับ สคบ. ทั้งนี้ เพื่อความสะดวกในการแก้ปัญหาหรือข้อพิพาทที่เกิดขึ้นระหว่างผู้ขายสินค้าและบริการกับผู้บริโภค

5. สคบ. ร่วมกับสมาคมค้าทองคำ กำกับดูแลและควบคุมการขายทองคำอย่างเป็นธรรมต่อผู้บริโภคตามกฎหมาย ได้แก่ การควบคุมด้านฉลากทองคำรูปพรรณ และกรมการค้าภายใน บังคับใช้ประกาศคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ เรื่อง แนวทางปฏิบัติทางการค้าของผู้ประกอบธุรกิจร้านค้าทองที่เป็นธรรม พ.ศ. 2552 ควบคุมส่วนต่างราคาซื้อและขายทองคำ

6. ประชาสัมพันธ์ให้ผู้บริโภค ตระหนักรู้สิทธิการบริโภคสินค้าและบริการ ทั้งด้านราคา คุณภาพ มาตรฐานที่ตรงกับสินค้าและบริการ ในการเลือกซื้อสินค้าผ่านช่องทางปกติ และช่องทางออนไลน์ที่ปลอดภัย

สำหรับแผนปฏิบัติการด้านบูรณาการหน่วยงานคือ การบูรณาการเชิงรุกภายใต้พระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542 ร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดในฐานะประธานอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคประจำจังหวัด ศูนย์ดำรงธรรม เมืองพัทยา และกรุงเทพมหานคร รวมถึงสำนักงานเขตทั้ง 50 เขต โดยหน่วยงาน 76 จังหวัด และกรุงเทพมหานคร จะบังคับใช้ทั้ง 6 มาตรการ รวมทั้งพิจารณาเพิ่มสายด่วนรับเรื่องราวร้องทุกข์จากผู้บริโภคโดยให้พิจารณาตามความเหมาะสม

ขณะที่นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า เนื่องจากไทยต้องนำเข้าปุ๋ยเคมีจากต่างประเทศเป็นหลัก จึงได้ประสานกับสมาคมการค้าปุ๋ยและธุรกิจการเกษตรไทยเพื่อติดตามสถานการณ์การค้าปุ๋ยเคมีในไทย โดยได้รับการยืนยันว่า ปริมาณปุ๋ยเคมีของไทยขณะนี้มีเพียงพอสำหรับการใช้ในประเทศ สอดคล้องกับสต๊อกสินค้าปุ๋ยเคมี โดยมีสต็อกคงเหลือ ณ เดือนมกราคม 2569 ประมาณ 1.52 ล้านตัน ขณะที่ความต้องการใช้เฉลี่ยเดือนละประมาณ 0.8 ล้านตัน สำหรับปุ๋ยยูเรียซึ่งเป็นวัตถุดิบหลัก คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 36% ของการใช้ปุ๋ยทั้งหมด มีปริมาณสต๊อก 0.32 ล้านตัน หรือคิดเป็น 6.5 ล้านกระสอบ โดยปัจจุบันมีปริมาณเพียงพอรองรับการใช้มากกว่า 2 เดือน นอกจากนี้ยังมีปุ๋ยยูเรียที่ไทยอยู่ระหว่างการนำเข้าจากซาอุดีอาระเบีย ปริมาณรวมประมาณ 100,000 ตัน หรือคิดเป็นปริมาณ 2 ล้านกระสอบ ทำให้ไทยจะมีปุ๋ยยูเรียใช้ในปริมาณ 8.5 ล้านกระสอบ ซึ่งเพียงพอสำหรับการใช้ได้ถึงเดือนสิงหาคม 2569

นอกจากนี้ ไทยยังได้มีช่องทางการนำเข้าปุ๋ยเคมีจากแหล่งอื่นเพิ่มเติม เช่น มาเลเซีย และบรูไน ซึ่งสามารถนำเข้าได้ปกติ และขณะนี้จะไม่ส่งผลกระทบต่อภาคการผลิตสินค้าเกษตรของไทย เนื่องจากเป็นช่วงฤดูกาลเก็บเกี่ยวผลผลิตสินค้าเกษตรสำคัญหลายรายการ เช่น ข้าวนาปรัง ผลไม้ เป็นต้น ในส่วนของข้าวนาปีขณะนี้ยังไม่เข้าสู่ฤดูกาลเพาะปลูก ส่วนราคาปุ๋ยที่จำหน่ายในตลาด ที่เป็นปุ๋ยสูตรที่มีส่วนผสมของยูเรียยังเป็นสต็อกเดิมที่จัดหามาก่อนสถานการณ์ดังกล่าว ดังนั้นราคาจำหน่ายในประเทศยังคงอยู่ในระดับเดิม แต่หากสถานกาณ์ยังคงยืดเยื้อ ต้นทุนปุ๋ยเคมีในตลาดโลกมีการปรับเปลี่ยน กรมจะติดตามสถานกาณ์และโครงสร้างราคาอย่างใกล้ชิดและให้เป็นไปตามโครงสร้างต้นทุนจริง โดยคำนึงถึงผลกระทบที่มีต่อเกษตรกรน้อยที่สุด

ด้านผลกระทบต่อการท่องเที่ยว นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ประชุมร่วมกับคณะผู้บริหารการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เพื่อติดตามและประเมินผลกระทบในการประชุมได้รายงานสถานการณ์ล่าสุดเกี่ยวกับแนวโน้มการเดินทางของนักท่องเที่ยวระหว่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดระยะไกล ได้แก่ ยุโรปและตะวันออกกลาง ซึ่งอาจได้รับผลกระทบจากข้อจำกัดด้านเส้นทางการบินและการปิดน่านฟ้าในบางประเทศของภูมิภาค ซึ่งได้เน้นย้ำให้ ททท. ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อให้สามารถบริหารจัดการสถานการณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งให้ ททท. ปรับแผนการสื่อสารการตลาด การสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยว รวมถึงการประสานสายการบินและพันธมิตรในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว เพื่อรักษาเสถียรภาพของการท่องเที่ยวไทยและลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น นอกจากนี้ยังได้เน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมแผนสำรองรองรับความเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้น เพื่อให้ประเทศไทยยังคงเป็นจุดหมายปลายทางที่ปลอดภัยและน่าเชื่อถือสำหรับนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก

ข่าวที่เกี่ยวข้อง