จับมือห้างค้าปลีก พยุงราคา หอมใหญ่ หอมแดง กระเทียม

นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า กรมการค้าภายในได้เร่งขับเคลื่อนมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกหอมหัวใหญ่ หอมแดง และกระเทียม โดยเฉพาะในช่วงฤดูกาลที่ผลผลิตทยอยออกสู่ตลาด ซึ่งพื้นที่แหล่งผลิตสำคัญของไทย ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่และศรีสะเกษ ผ่านการทำข้อตกลงร่วมกับผู้ประกอบการค้าปลีกค้าส่งสมัยใหม่ (Modern Trade) เพื่อรับซื้อผลผลิตโดยตรงจากเกษตรกรและกระจายสู่ผู้บริโภคทั่วประเทศ รวมปริมาณกว่า 6,500 ตัน ประกอบด้วย CP Axtra (แม็คโคร/โลตัส) Big C Central Food Retail (ท็อปส์) Go Wholesale และ The Mall Group และกูร์เมต์ มาร์เก็ต

จากการเชื่อมโยงผลผลิตของเกษตรกรดังกล่าว กรมฯ จึงได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการจำหน่ายและประชาสัมพันธ์ที่ห้าง Makro สาขาลาดพร้าว และ Go Wholesale สาขารังสิต ให้ประชาชนได้เข้ามาอุดหนุนผ่านห้างใกล้บ้าน โดย โดยทั้งสองห้างได้จัดพื้นที่จำหน่ายพืช 3 หัว ที่เป็นผลผลิตของเกษตรกรไทยโดยเฉพาะ ทั้งหอมหัวใหญ่ หอมแดง และกระเทียม ซึ่งเป็นวัตถุดิบคุณภาพดี สะดวกต่อการเลือกซื้อของผู้บริโภค โดยหอมหัวใหญ่ไทยมีลักษณะผลสด สีสวย กลิ่นดี ขณะที่หอมแดงและกระเทียมมีการแขวนแห้งเพื่อช่วยยืดอายุการเก็บรักษาและคงกลิ่นหอม เหมาะสำหรับใช้ประกอบอาหารไทย และจำหน่ายในราคาที่เหมาะสม

สำหรับภาพรวมผลผลิตพืช 3 หัวในปีนี้ คาดว่าจะมีผลผลิตหอมแดงประมาณ 158,824 ตัน กระเทียม 53,390 ตัน และหอมหัวใหญ่ 31,663 ตัน โดยในช่วงต้นฤดูกาลที่ผลผลิตกระจุกตัว กรมฯ ได้เร่งดำเนินมาตรการรับซื้อและกระจายผลผลิตออกนอกแหล่งผลิตทั้งในและต่างประเทศ รวมเป้าหมายกว่า 9,000 ตัน สำหรับหอมแดงได้ดำเนินมาตรการรับซื้อและกระจายผลผลิตหอมแดงสดหัวกลางเล็กทั้งในและต่างประเทศ รวมเป้าหมายกว่า 2,000 ตัน โดยกำหนดราคารับซื้อหอมแดงสดหัวกลางเล็กไม่ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 8 บาท และหัวกลางใหญ่ไม่ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 11 บาท พร้อมประสานสำนักงานพาณิชย์จังหวัดที่ไม่ใช่แหล่งผลิตอีก 60 จังหวัด ช่วยกระจายสินค้าไปสู่ผู้บริโภคโดยตรง

ส่วนหอมหัวใหญ่ กรมฯ ได้ดำเนินมาตรการเร่งด่วนรับซื้อในจังหวัดเชียงใหม่ในราคานำตลาดไม่น้อยกว่ากิโลกรัมละ 1 บาท ปริมาณ 1,000 ตัน และมีแผนรับซื้อเพิ่มเติมอีก 5,000 ตัน เพื่อช่วยดูดซับผลผลิตในช่วงที่ออกสู่ตลาดจำนวนมาก ขณะที่กระเทียมในจังหวัดแม่ฮ่องสอน ได้ดำเนินมาตรการรับซื้อและกระจายผลผลิตออกนอกแหล่งผลิตจำนวน 1,000 ตัน รวมทั้งสนับสนุนการเก็บสต๊อกกระเทียมเพื่อชะลอการจำหน่ายในช่วงผลผลิตออกมาก และนำออกจำหน่ายในช่วงนอกฤดูอีก 2,000 ตัน เพื่อช่วยรักษาเสถียรภาพราคาในตลาด

นอกจากนี้ ยังมีสินค้าเกษตรอีกหลายชนิดที่กรมการค้าภายในได้ใช้กลไกการเชื่อมโยงตลาดจากสวนสู่ห้างอย่างต่อเนื่อง อาทิ สับปะรดสีทองจังหวัดตราด ข้าวโพดหวานอำเภอเสิงสาง จังหวัดนครราชสีมา กะหล่ำปลี และผลไม้อื่น ๆ เพื่อช่วยขยายช่องทางการตลาดให้เกษตรกรในพื้นที่แหล่งผลิต โดยในเดือนมีนาคมนี้ กรมฯ มีแผนนำผู้ประกอบการไปเชื่อมโยงรับซื้อสินค้าเกษตรเพิ่มเติมในพื้นที่ นครพนม ได้แก่ สับปะรด แตงโม และลิ้นจี่ รวมทั้งเตรียมเชื่อมโยงการรับซื้อผลไม้สำคัญของภาคตะวันออก เช่น ทุเรียนและมังคุด เพื่อรองรับผลผลิตที่จะทยอยออกสู่ตลาดในระยะต่อไป

ขณะเดียวกัน เพื่อป้องกันตลาดของสินค้าเกษตรไทย กรมการค้าภายในได้เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบการนำเข้าพืช 3 หัว โดยประสานงานกับ กรมศุลกากร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อตรวจสอบการนำเข้าและการขนย้ายสินค้าอย่างใกล้ชิด ป้องกันการลักลอบนำเข้าหรือการสวมสิทธิ์สินค้าไทย ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อราคาผลผลิตของเกษตรกรในประเทศ

“กรมการค้าภายในยืนยันว่ามีการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และดำเนินมาตรการดูดซับผลผลิต ควบคู่กับการเปิดตลาด และควบคุมการนำเข้าอย่างต่อเนื่อง คาดว่าหลังจากมาตรการต่าง ๆ ที่ได้ดำเนินการเต็มที่ ราคาพืช 3 หัวจะมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นตามลำดับ และจะช่วยให้เกษตรกรสามารถจำหน่ายผลผลิตได้ในราคาที่เหมาะสมมากขึ้น” นายวิทยากร กล่าว

ข่าวที่เกี่ยวข้อง