นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ประกาศมาตรการเชิงรุกควบคุมและกำกับการใช้อุปกรณ์ดิจิทัล ได้แก่ โทรศัพท์เคลื่อนที่และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ภายในโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร ภายใต้โครงการ “Phone Off, Learning On โฟกัสการเรียนรู้ ฝากมือถือไว้กับครู” เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ ลดผลกระทบด้านสุขภาพและพฤติกรรมจากการใช้หน้าจอเกินความจำเป็น โดยประกาศที่โรงเรียนมัธยมวัดสุทธาราม เขตคลองสาน เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2569
เด็กรุ่นปัจจุบันเป็นรุ่นแรกที่เติบโตมากับเทคโนโลยีดิจิทัลซึ่งมีบทบาทสำคัญในชีวิตประจำวัน กรุงเทพมหานครจึงเห็นความจำเป็นในการวางแนวทางการใช้งานอย่างเหมาะสม โดยกำหนดมาตรการควบคุมการใช้อุปกรณ์ดิจิทัลในโรงเรียน ซึ่งหลายประเทศทั่วโลกก็มีแนวทางลักษณะเดียวกัน
ทั้งนี้ เหตุผลสำคัญของมาตรการดังกล่าว เนื่องจากพบว่าเยาวชนมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนลดลง ความสนใจต่อการเรียนลดลง ใช้เวลาในโลกเสมือนมากขึ้น และมีแนวโน้มเกิดภาวะอ้วนจากการขาดการออกกำลังกาย จึงจำเป็นต้องกำหนดแนวปฏิบัติให้เป็นมาตรฐานเดียวกันในโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร
สำหรับการใช้อุปกรณ์ดิจิทัลในรายวิชาที่จำเป็น ครูผู้สอนสามารถอนุญาตให้ใช้เพื่อการเรียนการสอนได้ ขณะเดียวกันกรณีฉุกเฉิน ผู้ปกครองยังสามารถติดต่อโรงเรียนผ่านช่องทางโทรศัพท์หรือไลน์ของโรงเรียนได้ โดยมาตรการดังกล่าวมีกำหนดเริ่มใช้ในปีการศึกษาถัดไป
โครงการ “Phone Off, Learning On โฟกัสการเรียนรู้ ฝากมือถือไว้กับครู” มีหลักการสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ การเรียนรู้อย่างมีจุดมุ่งหมาย โดยสนับสนุนให้ใช้อุปกรณ์ดิจิทัลเป็นเครื่องมือการเรียนรู้ภายใต้การกำกับของครู สุขภาวะและพัฒนาการทางสังคม ด้วยการกำหนดช่วงเวลาและพื้นที่ปลอดดิจิทัล เพื่อกระตุ้นให้เด็กมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อน ออกกำลังกาย และพักสายตาจากหน้าจอ รวมถึงความปลอดภัยทางไซเบอร์ โดยจัดระบบเฝ้าระวังปัญหาการกลั่นแกล้งทางออนไลน์และการเข้าถึงเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม
นอกจากนี้ รายงาน UNESCO Global Education Monitoring (GEM) ยังสะท้อนผลกระทบของการใช้สมาร์ตโฟนต่อการเรียนรู้ โดยระบุว่าเทคโนโลยีสามารถช่วยการเรียนได้ในบางบริบท หากใช้อย่างเหมาะสม แต่การใช้งานมากเกินไปอาจส่งผลเสียต่อสมาธิและผลการเรียน
รายงานดังกล่าวยังชี้ว่า เพียงมีโทรศัพท์อยู่ใกล้ตัวและมีการแจ้งเตือน ก็สามารถทำให้นักเรียนเสียสมาธิจากการเรียนได้ และเมื่อถูกรบกวนจากโทรศัพท์ อาจใช้เวลานานถึง 20 นาที กว่าจะกลับมามีสมาธิกับการเรียนอีกครั้ง ขณะที่หลายประเทศ เช่น เบลเยียม สเปน และสหราชอาณาจักร ซึ่งมีมาตรการจำกัดการใช้สมาร์ตโฟนในโรงเรียน พบว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนดีขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มที่มีผลการเรียนต่ำ








