นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดเกษตรอินทรีย์โลกยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง แม้เผชิญความผันผวนของเศรษฐกิจโลก โดยปัจจุบันมูลค่าตลาดอาหารและเครื่องดื่มอินทรีย์ทั่วโลกทำสถิติสูงสุดใหม่ที่ 145,000 ล้านยูโร หรือประมาณ 157,000 ล้านเหรียญสหรัฐ
ขณะเดียวกัน พื้นที่เกษตรอินทรีย์ทั่วโลกเพิ่มขึ้นแตะ 619 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 2.1 ของพื้นที่เกษตรทั้งหมด และมีจำนวนเกษตรกรผู้ผลิตอินทรีย์เพิ่มขึ้นเป็น 4.84 ล้านราย โดยภูมิภาคเอเชียยังคงเป็นภูมิภาคที่มีผู้ผลิตมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 56 ของโลก สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของเกษตรอินทรีย์ในฐานะกลไกขับเคลื่อนความยั่งยืนของระบบอาหารโลก
สำหรับรายละเอียดเชิงพื้นที่ รายงาน The World of Organic Agriculture 2026 ระบุว่า ภูมิภาคโอเชียเนียมีพื้นที่เกษตรอินทรีย์มากที่สุดในโลกถึง 332 ล้านไร่ หรือร้อยละ 53 โดยมีออสเตรเลียเป็นประเทศหลัก ขณะที่ลิกเตนสไตน์มีสัดส่วนพื้นที่เกษตรอินทรีย์สูงสุดเมื่อเทียบกับพื้นที่เกษตรทั้งประเทศ อยู่ที่ร้อยละ 43.5
อย่างไรก็ตาม แนวโน้มการขยายพื้นที่ในหลายภูมิภาคเริ่มชะลอตัวและเข้าสู่จุดเปลี่ยน โดยแม้อเมริกาเหนือจะเติบโตเพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 30 แต่ภูมิภาคอื่น ๆ กลับมีพื้นที่ลดลง ได้แก่ แอฟริกา เอเชีย ลาตินอเมริกา และยุโรป ซึ่งเป็นผลจากแรงกดดันด้านต้นทุน ความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศ และการเปลี่ยนแปลงกติกาการค้าโลก โดยเฉพาะการบังคับใช้กฎระเบียบใหม่ของสหภาพยุโรปที่เพิ่มความเข้มงวดในการรับรองมาตรฐานสินค้าอินทรีย์
ในบริบทดังกล่าว ระบบการรับรองเกษตรอินทรีย์แบบมีส่วนร่วม (Participatory Guarantee Systems: PGS) ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญมากขึ้น โดยช่วยเปิดโอกาสให้เกษตรกรรายย่อยสามารถเข้าถึงตลาดในระดับท้องถิ่นและภูมิภาคได้สะดวกยิ่งขึ้น แม้ยังไม่สามารถทดแทนระบบรับรองสากลสำหรับการส่งออกไปยังตลาดพรีเมียมได้อย่างเต็มรูปแบบ
ด้านการตลาดและการบริโภคยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยสหรัฐอเมริกาครองอันดับหนึ่งของตลาดโลกที่มูลค่า 65,400 ล้านเหรียญสหรัฐ รองลงมาคือ เยอรมนี จีน และฝรั่งเศส ขณะที่สวิตเซอร์แลนด์เป็นประเทศที่มีการบริโภคสินค้าอินทรีย์ต่อหัวสูงสุดในโลก และมีส่วนแบ่งตลาดสูงสุด สะท้อนพฤติกรรมผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพและคุณภาพสินค้า
นอกจากนี้ การค้าระหว่างประเทศของสินค้าอินทรีย์ยังมีแนวโน้มขยายตัว โดยปริมาณการนำเข้าสินค้าอินทรีย์ของสหภาพยุโรปและสหรัฐอเมริกาเพิ่มขึ้นแตะ 5.89 ล้านตัน หรือขยายตัวร้อยละ 12.3 โดยมีประเทศผู้ส่งออกสำคัญ ได้แก่ เม็กซิโก เอกวาดอร์ และแคนาดา
เกษตรอินทรีย์ได้เปลี่ยนสถานะจากทางเลือกสู่การเป็นโครงสร้างหลักของยุทธศาสตร์ความยั่งยืนระดับโลก สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) และยุทธศาสตร์ Farm-to-Fork ของสหภาพยุโรปที่ตั้งเป้าเพิ่มพื้นที่เกษตรอินทรีย์เป็นร้อยละ 25 ภายในปี 2573
ทั้งนี้ ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งปรับตัว ทั้งในด้านการยกระดับมาตรฐาน ลดต้นทุนการรับรอง พัฒนาตลาดในประเทศ และเสริมความสามารถในการแข่งขันของสินค้าอินทรีย์ไทยในห่วงโซ่อุปทานโลก เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านของระบบอาหารโลกในอนาคต








