สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ จัดเวทีเสวนาวิชาการ “รู้ทันการเปลี่ยนแปลง พร้อมรับมือแล้งนี้” เพื่อระดมความคิดเห็นจากนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญด้านทรัพยากรน้ำและภูมิอากาศ มุ่งรับมือสถานการณ์ภัยแล้งที่มีแนวโน้มทวีความรุนแรง สอดคล้องกับบริบทโลก โดยเน้นการบูรณาการความร่วมมือทุกภาคส่วน พร้อมขับเคลื่อนการบริหารจัดการน้ำด้วยข้อมูล เทคโนโลยี และนวัตกรรมสมัยใหม่
นายเสรี ศุภราทิตย์ ผู้อำนวยการศูนย์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยพิบัติ เปิดเผยว่า สถานการณ์ภัยแล้งในปัจจุบันไม่ได้มีสาเหตุจากปรากฏการณ์เอลนีโญเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีปัจจัยสำคัญจากความร้อนสะสมอันเป็นผลจากภาวะโลกร้อน ส่งผลให้ความรุนแรงของภัยแล้งเพิ่มสูงขึ้น แม้เอลนีโญในช่วงปี 2566–2567 จะมีความรุนแรงไม่มาก แต่กลับสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในภาคการเกษตร
ทั้งนี้ คาดการณ์ว่าในอนาคต แม้โอกาสเกิดซุปเปอร์เอลนีโญอาจลดลง แต่ระดับความรุนแรงจะเพิ่มขึ้น ขณะที่คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) ประเมินว่า ประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงประเทศไทย จะเผชิญกับเหตุการณ์ภัยแล้งและน้ำท่วมที่ถี่ขึ้นถึงร้อยละ 200 และมีความรุนแรงมากขึ้น โดยเฉพาะคลื่นความร้อนที่อาจยาวนานต่อเนื่องถึง 90 วัน
ด้านนายพิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งขับเคลื่อนแผนการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ (Thailand’s National Adaptation Plan: NAP) เพื่อรองรับความเสี่ยงสำคัญ อาทิ ภัยแล้งและระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้น โดยมีแนวทางสำคัญ 6 ด้าน ได้แก่ การพัฒนาระบบข้อมูลความเสี่ยง แพลตฟอร์มสนับสนุนการปรับตัว การจัดตั้งศูนย์ประสานงานระดับจังหวัด ระบบงบประมาณด้านการปรับตัว แผนป้องกันการกัดเซาะชายฝั่ง และการพัฒนาโครงการ Digital Twin โดยนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์และแบบจำลองเมือง เช่น Hat Yai Digital Twin มาใช้วิเคราะห์และวางแผนล่วงหน้าอย่างมีประสิทธิภาพ
ขณะที่นายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) ระบุว่า การรับมือภัยแล้งจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนโครงสร้างการผลิตในภาคการเกษตรทั้งระบบ ไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำ โดยต้องอาศัยงานวิจัยและนวัตกรรมเข้ามาสนับสนุนการบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ ใช้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจ ปรับเปลี่ยนไปสู่การปลูกพืชที่ทนแล้ง ใช้น้ำน้อย และเหมาะสมกับสภาพพื้นที่ เช่น การปลูกข้าวโพดทดแทนข้าว รวมถึงการประยุกต์ใช้แนวพระราชดำริ “โคก หนอง นา” เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการน้ำในภาคการเกษตรอย่างยั่งยืนในระยะยาว








