นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะผู้บัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ มีความห่วงใยต่อสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5)ในภาพรวมของประเทศที่ยังอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ ได้แก่ กำแพงเพชร เชียงราย เชียงใหม่ ตาก นครสวรรค์ น่าน พะเยา พิจิตร พิษณุโลก เพชรบูรณ์ แพร่ แม่ฮ่องสอน ลำปาง ลำพูน สุโขทัย อุตรดิตถ์ และอุทัยธานี ซึ่งหลายจังหวัดมีค่าฝุ่นเกินมาตรฐานและอยู่ในระดับที่มีผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน เพื่อให้การแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ในพื้นที่เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ในฐานะรองผู้บัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ จึงได้สั่งการให้ศูนย์บัญชาการเหตุการณ์จังหวัด ยกระดับการดำเนินงานตามมาตรการเพื่อลดผลกระทบจากสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) รวม 4 แนวทาง อย่างจริงจังและต่อเนื่อง จนกว่าสถานการณ์จะเข้าสู่สภาวะปกติ ได้แก่
1. ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยบูรณาการร่วมกับทุกภาคส่วน แก้ไขปัญหาเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในทุกมิติ
2. หากพบจุดความร้อน (Hotspot) ที่เกิดจากการกระทำของบุคคล ให้บังคับใช้กฎหมายโดยเคร่งครัด
3. ระดมทรัพยากรบุคลากร และอุปกรณ์ทุกชนิดในการดับไฟป่า เพื่อบรรเทาความรุนแรง ทำให้เข้าสู่สภาวะปกติโดยเร็ว
4. ประสานการปฏิบัติร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค โดยระดมสรรพกำลัง
ในทุกด้าน และหากเกินกำลังของจังหวัดให้ขอรับการสนับสนุนการแก้ไขปัญหามายังกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติโดยเร็ว
นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย สั่งการศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขต และสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดในพื้นที่ปฏิบัติการเชิงรุก ระดมสรรพกำลังเครื่องจักรกลและทีมเผชิญเหตุสนับสนุนผู้ว่าราชการจังหวัดภาคเหนือ บูรณาการแก้ไขปัญหาไฟป่าและฝุ่น PM2.5 ทั้งรถบรรทุกน้ำ ช่วยดับเพลิงขนาดใหญ่ รถฉีดพ่นละอองน้ำแรงดันสูงเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นในอากาศในพื้นที่ชุมชนและจุดเสี่ยงทั่วภาคเหนือ เพื่อลดผลกระทบต่อสุขภาพและทรัพย์สินของประชาชนให้ได้มากที่สุด และส่งเฮลิคอปเตอร์ KA-32 อีก 1 ลำ บินด่วนขึ้นจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อเสริมปฏิบัติการทางอากาศ เพิ่มขีดความสามารถในการทิ้งน้ำดับไฟในพื้นที่เขาสูงชันและป่าลึกที่ชุดปฏิบัติการภาคพื้นดินเข้าถึงยาก นอกจากนี้ นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรม ฝนหลวงและการบินเกษตร ยังจึงได้สั่งการให้เพิ่มเครื่องบินเป็นจำนวน 4 ลำ ประจำการ ณ หน่วยดัดแปรสภาพอากาศ จ.เชียงใหม่ ได้แก่ เครื่องบิน L410 จำนวน 2 ลำ และเครื่องบิน CASA จำนวน 2 ลำ เตรียมปฏิบัติการตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2569 เป็นต้นไป เพื่อแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 และป้องกันสุขภาพของประชาชน
ประชาชนสามารถติดตามประกาศแจ้งเตือนภัยและข้อมูลสถานการณ์ได้ทางแอปพลิเคชัน “Thai Disaster Alert” และหากพบเห็นเหตุไฟป่าหรือต้องการความช่วยเหลือ สามารถติดต่อสายด่วนนิรภัย 1784 หรือ LINE ID @1784DDPM เพื่อประสานความช่วยเหลือต่อไป
อีกทั้ง รัฐบาลได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องบูรณาการกำลังเร่งตรวจหาและดับไฟป่าอย่างต่อเนื่อง นำเทคโนโลยี เช่น อากาศยานและโดรน มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพในการเข้าถึงพื้นที่เสี่ยง เร่งรณรงค์เชิงรุกในชุมชน เพื่อลดพฤติกรรมการเผา และแจ้งเตือนประชาชนผ่านระบบ Cell Broadcast อย่างต่อเนื่อง ในระดับระหว่างประเทศ กรมควบคุมมลพิษได้ประสานความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน ผ่านกลไกความร่วมมือในภูมิภาคแม่โขง และช่องทาง “Hotline Clear Sky” เพื่อเร่งลดจุดความร้อนและบรรเทาผลกระทบจากหมอกควันข้ามแดน
นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ลงพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อติดตามสถานการณ์ไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ในพื้นที่ภาคเหนือ ซึ่งยังคงส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชาชนในวงกว้าง ได้ประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และลงพื้นที่อุทยานแห่งชาติ ศรีลานนา เพื่อติดตามภารกิจดับไฟป่าของเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ภูเขาสูงชัน ซึ่งเข้าถึงได้ยาก มีการระดมทั้งเฮลิคอปเตอร์ ตักน้ำ และอากาศยานไร้คนขับ (โดรน) สนับสนุนการปฏิบัติงานแบบบูรณาการ มอบอุปกรณ์จำเป็น เสริมขีดความ สามารถ และรับฟังปัญหาอุปสรรคจากหน้างาน เพื่อนำไปปรับปรุงมาตรการให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
รัฐบาลให้ความสำคัญสูงสุดกับ “สุขภาพของประชาชน” ควบคู่กับการเร่งควบคุมสถานการณ์ โดยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานเดินหน้ามาตรการเชิงรุกอย่างเข้มข้นในทุกมิติ ทั้งการลาดตระเวน การใช้เทคโนโลยีดาวเทียมติดตามจุดความร้อนแบบเรียลไทม์ การสนับสนุนอากาศยานดับไฟ การควบคุมพื้นที่เสี่ยง และการบังคับใช้กฎหมายกับผู้กระทำผิดอย่างจริงจัง
ขอให้ประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ฝุ่น PM2.5 เกินค่ามาตรฐานเฝ้าระวังสุขภาพ โดยงดกิจกรรมกลางแจ้ง หากจำเป็นควรใช้อุปกรณ์ป้องกันตนเอง เช่น หน้ากากป้องกัน PM2.5 ทุกครั้งที่ออกนอกอาคาร จำกัดระยะเวลาในการทำกิจกรรมหรือการออกกำลังกายกลางแจ้งที่ใช้แรงมาก ควรสังเกตอาการผิดปกติ เช่น ไอ หายใจลำบาก ระคายเคืองตา โดยเฉพาะประชาชนกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้ที่มีโรคประจำตัว เด็ก และคนชรา หากมีอาการผิดปกติให้รีบพบแพทย์ และควรอยู่ในพื้นที่ปลอดภัยจากมลพิษทางอากาศ ให้เตรียมยาและอุปกรณ์จำเป็นให้พร้อม และปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด และขอความร่วมมือประชาชนงดการเผาทุกชนิด งดใช้รถยนต์ที่มีควันดำเกินค่ามาตรฐาน เพื่อลดการเกิดฝุ่นควันสะสมในอากาศซึ่งจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพอนามัย และสามารถติดตามข้อมูลคุณภาพอากาศได้ผ่านเว็บไซต์ Air4Thai หรือแอปพลิเคชัน Air4Thai








