ครม. เห็นชอบคำแถลงนโยบายรัฐบาล 5 ด้าน นายกฯ เตรียมแถลงต่อรัฐสภา 9 – 10 เม.ย. 69

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นำคณะรัฐมนตรี (ครม.) เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่ ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต หลังจากนั้นนายกรัฐมนตรีได้เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (นัดพิเศษ) โดยที่ประชุมมีมติเห็นชอบคำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี ซึ่งนโยบายหลักประกอบด้วย 5 ด้าน ได้แก่ 1. ด้านเศรษฐกิจ 2. ด้านการต่างประเทศและความมั่นคง 3. ด้านสังคม 4. ด้านภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม และ 5. ด้านการบริหารภาครัฐและการปฏิรูปกฎหมาย ที่จะแถลงในวันที่ 9 – 10 เมษายน 2569 ดังนี้

1. ด้านเศรษฐกิจ

มุ่งเน้นการสร้างโอกาสให้กับทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียม เพื่อสร้างงาน สร้างอาชีพให้กับคนไทย โดยเฉพาะกลุ่มคนตัวเล็กในระบบเศรษฐกิจ อาทิ กลุ่มนักเรียน นักศึกษา ผู้สูงวัย วิสาหกิจชุมชน และผู้ประกอบการ SMEs เร่งจัดการภาระหนี้ที่บั่นทอนศักยภาพการเติบโตของคนไทย เพื่อให้ทุกคนสามารถตั้งต้นและไปต่อได้ สนับสนุนการเข้าถึงองค์ความรู้ แหล่งทุน และเทคโนโลยี ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการโดยเฉพาะผู้ประกอบการ SMEs เข้าสู่ธุรกิจและสินเชื่อทางการเงิน ส่งเสริมบทบาทท้องถิ่นในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในพื้นที่ ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยให้ทันต่อยุคดิจิทัล สนับสนุนให้คนไทยสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิทัล โดยเฉพาะ AI ในทุกภาคส่วน ส่งเสริมการลงทุนให้เอื้อต่อการพัฒนาและการปรับโครงสร้างไปสู่อุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ พลิกโฉมมหาวิทยาลัยให้เป็นศูนย์กลางองค์ความรู้ นวัตกรรมและการแก้ปัญหาของประเทศ จัดตั้งกองทุนร่วมลงทุน (Matching Fund) บ่มเพาะผู้ประกอบการนวัตกรรมรายใหม่ (Startup) ที่มีศักยภาพให้เติบโตและแข่งขันได้ในระดับโลก เพิ่มบทบาทภาคเอกชนและเพิ่มทางเลือกในการระดมทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ส่งเสริมด้านการค้า เชื่อมไทยสู่เศรษฐกิจโลก สร้างพันธมิตรการค้า สร้างความสามารถในการแข่งขันและโอกาสให้กับผู้ประกอบการไทย โดยส่งเสริมการพัฒนาแพลตฟอร์มการค้าดิจิทัลของประเทศ ผลักดันสินค้าและบริการไทยสู่สากล ยกระดับการค้าเสรีกับคู่ค้าเดิมและเปิดตลาดใหม่ เน้นการกระจายตลาดลดการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่ง ด้านการเกษตร เปลี่ยนผ่านจากเกษตรกรรมแบบดั้งเดิม ไปสู่เกษตรแม่นยำ เกษตรมั่นคง เกษตรยั่งยืน ควบคู่กับการสร้างมูลค่าเพิ่ม ยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทยอย่างยั่งยืน พร้อมทั้งยกระดับอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารไทยให้เป็นศูนย์กลางความมั่นคงทางอาหารของโลก สำหรับด้านการท่องเที่ยว จะส่งเสริมให้ไทยเป็นจุดหมายการเดินทางสำคัญในภูมิภาค ยกระดับภาคท่องเที่ยวจากการเน้นปริมาณไปสู่การสร้างมูลค่าสูง สนับสนุนให้คนไทยท่องเที่ยวในประเทศมากขึ้นโดยสนับสนุนการยกระดับเมืองน่าเที่ยว ผ่านมาตรการจูงใจด้านภาษีและสิทธิประโยชน์ด้านการเดินทาง เพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจให้แก่ชุมชนและกระจายรายได้อย่างทั่วถึงและยั่งยืน และยกระดับความปลอดภัยและสร้างความมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยวด้วยการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด จัดให้มีระบบประกันภัย ประกันชีวิต ประกันสุขภาพและอุบัติเหตุภาคบังคับ

2. ด้านการต่างประเทศและความมั่นคง

เร่งเสริมสร้างสถานะและความเชื่อมั่นต่อไทยในเวทีโลก ขับเคลื่อนการทูตเศรษฐกิจที่ขยายโอกาสให้ประชาชนและธุรกิจไทยผ่านการบูรณาการการทำงานในลักษณะ “ทีมประเทศไทย” ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ส่งเสริมความมั่นคงชายแดนให้ปราศจากภัยคุกคามทุกรูปแบบและแก้ไขปัญหาข้ามพรมแดนร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านและประเทศในภูมิภาค โดยเฉพาะปัญหาความมั่นคงชายแดน ยาเสพติด สแกมเมอร์ และสิ่งแวดล้อม มุ่งสานต่อความพยายามในการแก้ไขสถานการณ์ไทย – กัมพูชา ด้วยสันติวิธีและกลไกทวิภาคีที่มีอยู่ เร่งศึกษาแนวทางการยกเลิกบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาว่าด้วยพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน (MOU 2544) ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว รวมทั้งแก้ไขปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ สร้างความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน โดยทบทวนนโยบายการตรวจลงตราเข้าเมือง (Free Visa) เพื่อตัดช่องทางการเงินของเครือข่ายสแกมเมอร์ อาชญากรข้ามชาติทุกรูปแบบ การฟอกเงินและทุนเทา และพัฒนาระบบทหารอาสาและการปฏิรูประบบเกณฑ์ทหาร รัฐบาลจะดำเนินโครงการทหารอาสา 100,000 อัตรา โดยเปิดรับสมัครชายไทยเข้ารับราชการทหารในรูปแบบสัญญาจ้าง
4 ปี มีค่าตอบแทน และระบบประเมินผลที่ชัดเจน ผู้ผ่านการประเมินจะมีโอกาสศึกษาต่อในโรงเรียนนายสิบ

3. ด้านสังคม

มุ่งเน้นเรียนฟรีมีจริง เรียนฟรีมีงานทำ และเรียนรู้ได้ทุกที่ ทุกเวลา ให้ความสำคัญกับการลงทุนในทุนมนุษย์ ซึ่งเป็นทรัพยากรสำคัญในการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน โดยพัฒนาแพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ฟรี ที่ประชาชนสามารถเข้าถึงเพื่อเรียนรู้ได้ตลอดเวลา และสามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตเพื่อการเรียนรู้ในแพลตฟอร์มได้ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ปรับหลักสูตรการศึกษา รูปแบบการเรียนรู้และการจ้างงานให้มีความยืดหยุ่นและสอดรับกับตลาดแรงงานในอนาคต พัฒนาทักษะและความสามารถด้านกีฬา โดยเฉพาะกลุ่มเยาวชนให้เข้าถึงกีฬาในระดับต่าง ๆ เพื่อให้มีสุขภาพทางกายและจิตใจที่ดี ซึ่งจะช่วยลดค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล พัฒนาระบบประกันสุขภาพของคนไทยให้สามารถรักษาทุกที่ได้ทันที ปรับปรุงกฎหมายประกันสังคมที่สามารถรองรับกับรูปแบบการจ้างในเศรษฐกิจสมัยใหม่และการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ยกระดับบริการสุขภาพของคนไทย โดยมุ่งเน้นการแพทย์มุ่งเป้าการใช้เทคโนโลยี AI ทางการแพทย์ สร้างเสริมสถาบันครอบครัวซึ่งเป็นองค์ประกอบพื้นฐานที่สำคัญของสังคมและสร้างชุมชนเข้มแข็งเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรไทย สร้างสภาพสังคมและชุมชนให้รองรับสังคมสูงวัย เพื่อให้ผู้สูงอายุและประชากรทุกช่วงวัยมีคุณภาพชีวิตที่ดี พึ่งพาตนเองได้และมีส่วนร่วมในสังคม พร้อมทั้งส่งเสริมเศรษฐกิจสูงวัย (Silver Economy) ส่งเสริมการสร้างรายได้ การออมและการใช้ศักยภาพของผู้สูงอายุ การลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้ผู้สูงอายุที่มีรายได้ จัดสถานที่พักพิงสำหรับผู้สูงอายุและกลุ่มเปราะบางที่ได้มาตรฐานในพื้นที่ และดำเนินโครงการพยาบาลอาสาประจำหมู่บ้านดูแลช่วยเหลือผู้ป่วย ผู้สูงอายุ ผู้อยู่ในภาวะพึ่งพิงในชุมชนเพื่อให้สมาชิกในครอบครัวสามารถประกอบอาชีพได้ พัฒนาที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อย และผลักดันให้มีศูนย์บำบัดยาเสพติดทุกอำเภอเพื่อให้ผู้เสพสามารถเข้ารับการบำบัดรักษา ซึ่งจะช่วยคืนคนดีกลับสู่สังคม

4. ด้านภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม

บริหารจัดการน้ำและป้องกันภัยพิบัติอย่างเป็นระบบ โดยเร่งรัดการพัฒนาข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) และใช้ AI ในการวิเคราะห์ พยากรณ์ ข้อมูลการบริหารจัดการน้ำและการพยากรณ์อากาศทั้งระบบให้มีความแม่นยำระดับตำบล เร่งพัฒนาระบบการแจ้งเตือนภัยและบริหารสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีเอกภาพ เพื่อลดความสูญเสียต่อชีวิตทรัพย์สิน และสามารถให้การช่วยเหลือ เยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบอย่างทันท่วงทีและมีประสิทธิภาพ พัฒนาระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติที่ครอบคลุมประชาชนทุกครัวเรือนเพื่อสร้างหลักประกันและลดความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ ผลักดันให้ประเทศบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์ภายในปี พ.ศ. 2593 (ค.ศ. 2050) เพื่อรับมือกับการค้าระหว่างประเทศและลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ โดยยกระดับวิถีเกษตรกรสู่เกษตรกรรุ่นใหม่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ป้องกันและลดการเผาในภาคการเกษตรเพื่อแก้ปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 ส่งเสริมและสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาด ดำเนินโครงการโซลาร์ฟาร์มชุมชนเพื่อลดภาระค่าไฟฟ้าให้แก่ประชาชน/ชุมชนอย่างยั่งยืน จัดตั้งตลาดซื้อขายคาร์บอนเครดิตที่ได้มาตรฐานสากลและผลักดันกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมที่สำคัญให้มีผลบังคับใช้โดยเร็ว และเร่งจัดสรรที่ดินทำกินสร้างงาน สร้างอาชีพให้แก่ชุมชน เพื่อลดการบุกรุกและรักษาพื้นที่ป่า

5. ด้านการบริหารภาครัฐและการปฏิรูปกฎหมาย

เร่งพัฒนารัฐบาลดิจิทัลที่เชื่อมโยงกันทั้งระบบและผลักดันการเปิดเผยข้อมูลเปิดของภาครัฐ ปรับกระบวน
การทำงานของภาครัฐให้สามารถตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้อย่างทันท่วงที ผลักดันร่างกฎหมายว่าด้วยการอำนวยความสะดวกและการให้บริการสาธารณะแก่ประชาชน ซึ่งเป็นระบบหลัก (Super License) ให้แล้วเสร็จและมีผลบังคับใช้ภายใน 180 วัน เพื่ออำนวยความสะดวกแก่การดำรงชีวิตและการประกอบธุรกิจ ลดต้นทุนและภาระแก่ประชาชนและผู้ประกอบการ และเร่งเสนอร่างชุดกฎหมาย (Omnibus Law) เพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศที่เกิดจากกฎหมายที่ล้าสมัย ซึ่งใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันต่อสภาผู้แทนราษฎรให้มีผลบังคับใช้ภายใน 1 ปี ปฏิรูประบบราชการ ลดภารกิจที่ซ้ำซ้อน จัดทำมาตรการเกษียณอายุก่อนกำหนดและมาตรการอื่นที่จำเป็นเพื่อให้ภาครัฐมีขนาดเล็กลง แก้ไขกฎหมายว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ เพื่อให้การจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐได้พัสดุหรือบริการที่คุ้มค่าและสมเหตุสมผล ไม่คำนึงถึงราคาต่ำสุดอย่างเดียว และแก้ปัญหาคอร์รัปชันเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง เพื่อให้ปลอดจากการทุจริต

ข่าวที่เกี่ยวข้อง