สุริยะ มอบ 6 มาตรการ 5 นโยบาย เร่งแก้ไขปัญหาให้เกษตรกร

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประชุมร่วมกับผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อชี้แจงความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนปุ๋ยเคมีในภาคการเกษตร อันเนื่องมาจากสถานการณ์ความรุนแรงในตะวันออกกลาง ส่งผลให้มีการกักตุนปุ๋ยจนเกิดการขาดแคลน  เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว นายสุริยะฯ ได้เปิดเผยว่า ทางกระทรวงเกษตรฯ ได้จัดหาแหล่งนำเข้าปุ๋ยทดแทน จำนวน 2 ล้านตัน คาดว่าอาจจะมีการนำเข้าจากประเทศรัสเซีย โดยนายสุริยะฯ มีกำหนดการเดินทางไปเจรจากับประเทศต้นทางช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่จะถึงในสัปดาห์หน้าและจะมีการหารือเพื่อวางแผนในประเด็นดังกล่าวต่อไปในวันที่ 9 เมษายน 2569 เวลา 14.00 น. ณ กระทรวงเกษตรฯ

นายสุริยะฯ กล่าวว่า หากสามารถนำเข้าปุ๋ยจากประเทศรัสเซียได้จะสามารถช่วยแก้ไขปัญหาเรื่องของราคาปุ๋ยที่แพง พร้อมทั้งมีปุ๋ยเพียงพอต่อความต้องการของเกษตรกรในช่วงฤดูการทำเกษตรที่จะถึงในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ส่วนเรื่องการพักหนี้ให้เกษตรกรทันที 3 ปี ตามนโยบายที่ได้หาเสียงไว้ก่อนหน้าจะมีการจัดตั้งรัฐบาล นายสุริยะฯ ยืนยันว่าจะมีการพักหนี้ให้กับเกษตรกร แต่จะเป็นไปในทิศทางใดนั้น ทางนายสุริยะฯ จะขอหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะกระทรวงการคลังก่อน ขอให้ติดตามความคืบหน้าอย่างใกล้ชิด 

จากสถานการณ์ปัจจุบัน เกษตรกรไทยอยู่ในภาวะที่ต้องเผชิญหน้ากับปัญหาความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ กฎการค้าใหม่ของโลก ปัญหาความเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ รวมถึงปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจ นายสุริยะฯ ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่เข้ามาดำรงตำแหน่งสมัยแรกในรัฐบาลอนุทิน 2 ได้ตั้ง War room มอบ 6 มาตรการเร่งด่วนที่ต้องได้รับการแก้ไขเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรไทยคือ การแก้ไขปัญหาเรื่องปุ๋ย ส่งเสริมให้เกษตรใช้ปุ๋ยสูตร 70:30 ปุ๋ยอินทรีย์ เร่งเจรจาการนำเข้าปุ๋ยและยาปราบศัตรูพืช  การจัดการสินค้าและบริการทางการเกษตร เร่งระบายสินค้า หาตลาดทดแทน และลดขั้นตอนเอกสารเพื่อให้การซื้อ-ขายสินค้าทางการเกษตรเป็นไปอย่างรวดเร็ว และสินค้าทางการเกษตรไม่เสียหาย  การแก้ไขปัญหาฝุ่น PM.2.5 เร่งทำฝนหลวงเพื่อแก้ไขปัญหาฝุ่นควัน  จัดการปัญหาการขาดแคลนน้ำ เตรียมแผนการดูแลน้ำรับปรากฏการณ์เอลนีโญเพื่อให้เกษตรกรมีน้ำใช้อย่างเพียงพอ  การจัดการปัญหาที่ดิน แก้ไขปรับปรุงที่ดินทำกิน ให้เกษตรสามารถทำการเกษตรสร้างรายได้  ส่งเสริมด้านเทคโนโลยีให้เกษตรกรไทยให้สามารถทำการเกษตรได้อย่างแม่นยำก้าวสู่การสมาร์ทฟาร์มเมอร์ได้ในอนาคต

นอกจากนี้ เพื่อการยกระดับปากท้องของเกษตรกรไทย ให้มีรายได้ที่มั่นคงยั่งยืน สามารถปรับตัว และรับมือกระแสของโลกที่เปลี่ยนแปลง นายสุริยะฯ ได้มอบ 5 นโยบาย เป็นแนวทางให้กระทรวงเกษตรจะดำเนินการตลอดสมัยวาระ 4 ปี คือ

1.นโยบายการส่งเสริมด้านนวัตกรรมยกระดับเกษตรกรไทยด้วยเทคโนโลยี ด้วยการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI และข้อมูลจาก Big Data มาปรับใช้ในการเกษตร เพื่อให้การทำเกษตรกรรมมีความแม่นยำ เพิ่มกำไร ลดต้นทุนเกษตรกร และส่งเสริมให้มีผู้ให้บริการด้านเทคโนโลยีเกษตรเพิ่มในพื้นที่ในราคาที่เหมาะสมเพื่อให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีได้

2.เพิ่มรายได้เกษตรกร ด้วยการนำสินค้าทางการเกษตรมาแปรรูปภายใต้มาตรฐานความปลอดภัย ได้มาตรฐาน เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าทำให้เกษตรมีรายได้เพิ่ม

3.พัฒนาศักยภาพเกษตรกรผ่านการสร้างองค์ความรู้ใหม่ๆ อัพสกิล รีสกิล ให้เกษตรกรไทยมีศักยภาพและความรู้ใหม่ๆ สำหรับใช้ในการทำเกษตร

4.ส่งเสริมและผลักดันช่องทางการตลาดใหม่ๆ โดยการปรับโครงสร้างการผลิต ให้มีการวางแผนการตลาด เพื่อผลิตสินค้าทางการเกษตรตรงกับความต้องการของตลาดมากยิ่งขึ้น แก้ปัญหาสินค้าล้นตลาด และราคาตกต่ำ พร้อมทั้งการเร่งปราบปรามการสวมสิทธิอย่างผิดกฎหมาย ปกป้องเกษตรไทย

5.บริหารจัดการทรัพยากรน้ำให้ยั่งยืนผ่านระบบการจัดทำแผนการใช้น้ำในแต่ละภูมิภาคให้มีความเหมาะสมในแต่พื้นที่ โดยให้ความสำคัญกับเขื่อน แหล่งกักเก็บน้ำ ให้สามารถรองรับภัยพิบัติ อาทิ ภัยแล้ง น้ำท่วม ที่เกษตรกรต้องเผชิญกับปัญหาเหล่านี้ในทุกๆปีได้ พร้อมกับมีการพัฒนาระบบเตือนภัยน้ำอัจฉริยะ ลดความเสี่ยงจากการประสบภัยให้เกษตรกรไทย

โดย 5 นโยบายดังกล่าวกระทรวงเกษตรฯ จะมีขับเคลื่อนผ่านหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และมีการติดตามการดำเนินอย่างต่อเนื่อง คาด ปีงบประมาณ 2570 ทางกระทรวงเกษตรฯ มีแผนวางกรอบงบประมาณไว้ที่ 2.3 แสนล้านบาท

ข่าวที่เกี่ยวข้อง