นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เชิญนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เข้าพบ พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อมอบนโยบายเร่งด่วนช่วยเหลือประชาชนในภาวะวิกฤตพลังงาน และนโยบายการใช้พลังงานทางเลือก เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานในอนาคต
ด้านนายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงความคืบหน้าการเติมเงินให้กับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 100 บาท จาก 300 บาท เป็น 400 บาท เป็นเวลา 1 เดือน เพื่อช่วยบรรเทาผลกระทบในช่วงราคาน้ำมันแพง ว่า จะมีการเสนอต่อ ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี หรือ ครม.นัดพิเศษ ในวันที่ 11 เมษายน 2569 เพื่อขอใช้วงเงินกว่า 1,300 ล้านบาท ให้ประชาชนทันใช้ก่อนช่วงเทศกาลสงกรานต์ โดยคาดว่าเมื่อคณะรัฐมนตรีอนุมัติแล้วจะสามารถโอนเงินให้กับประชาชนผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐได้ทันที นอกจากนี้ ในการประชุม ครม. นัดดังกล่าว จะเสนอมาตรการช่วยอุดหนุนราคาน้ำมันให้กับกลุ่มขนส่งเพื่อขออนุมัติใช้วงเงินราว 1,600 ล้านบาทด้วย ส่วนจะช่วยอุดหนุนเท่าไหร่นั้นต้องรอรายละเอียดที่ชัดเจนจากการประกาศของกระทรวงคมนาคมอีกครั้ง
ส่วนความคืบหน้าของการออกพระราชกำหนดค้ำประกันเงินกู้เพื่อเสริมสภาพคล่องให้กับกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง จำนวน 150,000 ล้านบาท จะนำเข้าสู่ที่ประชุม ครม. เพื่อให้พิจารณาในวันที่ 11 เมษายน 2569 ด้วยเช่นกัน ซึ่งเชื่อว่าวงเงินที่อนุมัติดังกล่าวจะเพียงพอในการอุดหนุนราคาน้ำมัน ต่อไปได้อีกระยะหนึ่ง เนื่องจาก ณ วันนี้กองทุนน้ำมันฯ มีฐานะติดลบประมาณ 50,000 ล้านบาท ทำให้ยังเหลือสภาพคล่องที่สามารถจะกู้ได้อีก 100,000 ล้านบาท อีกทั้ง การที่กระทรวงพลังงาน ประกาศลดราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่นลง 2 บาท สำหรับดีเซล B7 และ B20 เชื่อว่าจะช่วยลดภาระของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ลงได้ด้วย
นอกจากนี้ยังได้เสนอ ครม. ให้ทบทวนมาตรการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน ซึ่งจะมีการลดลง 1 บาท เนื่องจากควรจะใช้กลไกของกองทุนน้ำมันฯ เข้ามาดูแลอุดหนุนราคาน้ำมัน จะเหมาะสมกว่า เพราะการลดภาษีลงเพียง 1 บาท มองว่าไม่ได้ช่วยบรรเทาผลกระทบให้กับประชาชนได้มากนัก แต่อาจทำให้เกิดปัญหาหรือวิกฤติกับฐานะทางการคลังได้ เพราะการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลในขณะนี้ไม่สามารถที่จะเพิ่มขึ้นได้มากนัก ดังนั้น อย่าให้วิกฤตพลังงานมาเป็นวิกฤตทางการคลังเพิ่ม อย่างไรก็ตาม กระทรวงการคลัง ได้เตรียมมาตรการนี้ไว้ด้วยเช่นกัน แต่ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี ว่าจะมีการทบทวนหรือยกเลิกหรือไม่
สำหรับความคืบหน้าของโครงการคนละครึ่ง พลัส คาดว่า จะนำเข้าสู่การพิจารณาของ ครม. ในวันที่ 21 เมษายน 2569 เพื่อให้ประชาชนเริ่มใช้ได้ภายในเดือนพฤษภาคม 2569 ซึ่งกระทรวงการคลัง ได้มีการหารือร่วมกับ ธนาคารกรุงไทย เพื่อพูดคุยในเรื่องของรายละเอียดและการเตรียมความพร้อมการลงทะเบียน หลังจาก ครม. เห็นชอบโครงการดังกล่าวเรียบร้อยแล้ว ส่วนการเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนรับสิทธิ์ครั้งนี้คาดว่าจะมากกว่า 20 ล้านคนแน่นอน เพราะต้องยอมรับว่าเศรษฐกิจเปราะบาง ประชาชนต้องการความช่วยเหลือในวงกว้างมากขึ้น แต่จะแจกคนละเท่าไหร่ ต้องรอรัฐบาล เป็นคนให้รายละเอียด ขณะที่การลงทะเบียนรับสิทธิ์ ยืนยันว่า จะเป็นรูปแบบใครลงทะเบียนก่อนได้รับสิทธิ์ก่อนตามเดิม
ทั้งนี้ ต้องขึ้นอยู่กับงบประมาณที่มีโดยในเบื้องต้นทางกรมบัญชีกลางได้รายงานว่ามีงบประมาณปี 2569 ที่ยังไม่ได้ผูกพันการใช้วงเงินจำนวน 84,000 ล้านบาท ซึ่งงบดังกล่าวสามารถโอนย้ายเข้ามาใช้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการดังกล่าวได้ โดย ครม. จะต้องออกพระราชกำหนดโอนเงินจำนวนดังกล่าวออกมาจากงบประมาณปกติก่อน
นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้วางแผนระยะยาวส่งเสริมการใช้พลังงานทางเลือก เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานในอนาคต โดยเตรียมผลักดันพลังงานทางเลือก อาทิ ไบโอดีเซล เอทานอล น้ำมันปาล์ม การประหยัดพลังงาน รวมถึงก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่ใช้ผลิตไฟฟ้า ซึ่งมองว่าเป็นโอกาสเร่งพัฒนาพลังงานสะอาด ขณะเดียวกัน โครงการ “เศรษฐกิจสีเขียว พลัส” โดยใช้ประโยชน์จากแสงแดดในการผลิตไฟฟ้า หรือ Solar Farm, Solar ลอยน้ำ และสนับสนุนให้ประชาชนติดตั้ง Solar Rooftop โดยมีการลดหย่อนภาษีและระบบซื้อคืนไฟฟ้า จะช่วยลดต้นทุนพลังงานของประเทศและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน
ทั้งนี้ มาตรการที่จะออกมาในขณะนี้จะเป็นมาตรการเร่งด่วนเพื่อบรรเทาผลกระทบให้กับประชาชนในระยะเวลา 30 วัน ซึ่งหลังจากที่คณะรัฐมนตรีมีการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาเรียบร้อยแล้วรัฐบาลจะมีมาตรการชุดใหญ่เพิ่มเติมออกมาเพื่อช่วยบรรเทาค่าครองชีพของประชาชนต่อไป








