นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะประธานกรรมการยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (กพต.) นำคณะรัฐมนตรี ลงพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ประชุมหารือด้านการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยมี นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ร่วมประชุมกับผู้ว่าราชการจังหวัด 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่อาคารศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) จังหวัดยะลา
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้ตั้งใจพบปะกับข้าราชการที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อยืนยันถึงการให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาและพัฒนาพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ตามที่รัฐบาลได้กำหนดให้การแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นนโยบายสำคัญที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันขับเคลื่อน เพื่อนำสันติสุขที่ยั่งยืนกลับคืนสู่พื้นที่ชายแดนใต้ ตามที่ได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภาแล้วเมื่อวันที่ 9 เมษายน ที่ผ่านมา นอกจากนี้ยังได้รับเกียรติจากนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา อดีตประธานรัฐสภา มาเป็นประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ซึ่งสถานการณ์ขณะนี้เป็นจังหวะที่ดีที่ได้บุคลากรที่มีประสบการณ์และมีความชำนาญในพื้นที่มา ช่วยผลักดันขับเคลื่อนการพัฒนาพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งการแก้ไขปัญหาและพัฒนาพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ รัฐบาลได้น้อมนำแนวทางการทรงงานของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชบรมนาถบพิตร หลักการ “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” ยึดถือเป็นธงนำในการทำงาน นำสันติสุขคืนสู่ชายแดนภาคใต้โดยเร็ว ซึ่ง “ความเข้าใจ” หมายถึง เราต้องศึกษาข้อมูลอย่างลึกซึ้งเพื่อเข้าใจปัญหาพื้นที่ และวิถีชีวิตของประชาชน “เข้าถึง” คือ ลงพื้นที่อย่างจริงจังพบปะประชาชนเพื่อรับรู้รับทราบ สร้างความไว้วางใจ และ “การพัฒนา” หมายถึงการแก้ไขปัญหาและการสร้างการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยสอดคล้องกับสถานการณ์และบริบทของชุมชน ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องมาร่วมพัฒนาพื้นที่ด้วยกันให้เกิดความสงบสุข สันติสุข ความเจริญทางเศรษฐกิจ และความมีคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชนในพื้นที่ให้ได้ผลสัมฤทธิ์
อย่างไรก็ตามการพัฒนาที่ดีและมีประสิทธิภาพจึงต้องเริ่มจาก “ความเข้าใจ” แล้วจึงเข้าถึงก่อนจะพัฒนาได้อย่างแท้จริง ถ้าไปสลับขั้นตอนหรือข้ามขั้น ปัญหาจะเกิดทันที ซึ่งความเข้าใจนั้น ต้องทำให้ตรงกับบริบทและสถานการณ์ปัจจุบันอยู่ตลอด เพราะโลกวันนี้หมุนเร็ว มีปัจจัยใหม่ๆ ที่ทำให้ต้องทบทวนความเข้าใจเดิมอยู่เสมอ ซึ่งเป็นด่านแรกที่จะต้องปรับให้ได้ เช่น กระทรวงมหาดไทยที่เป็นกำลังสนับสนุนได้อย่างเต็มที่คือฝ่ายปกครอง ซึ่งเราได้ดำเนินการต่อเนื่องและทำต่อไปคือแนวทาง “ทันโลก ทันสมัย ทันท่วงที” เช่นเดียวกับสถานการณ์ภาคใต้ซึ่งต้องเชื่อมโยงกับโลก จึงขอให้ทุกคนได้ใช้แนวทางนี้ในการทำงาน ซึ่งการมาที่นี่เพื่อยืนยันให้หน่วยงานในการพัฒนาพื้นที่ภาคใต้ได้ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในมิติต่างๆ ให้เกิดผลประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติและประชาชน พร้อมกำชับว่าในการขับเคลื่อนการพัฒนาพื้นที่ต้องเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อดูแลเรื่อง “ปากท้อง” ของประชาชน สร้างอาชีพ รายได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น สำหรับโครงการสำคัญที่ต้องผ่านการตัดสินใจระดับนโยบาย ขอให้ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ในฐานะฝ่ายเลขานุการของคณะกรรมการยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (กพต.) เร่งจัดประชุมโดยเร็วที่สุด เพื่อให้นำมติของ กพต. ไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างทันท่วงทีและเป็นรูปธรรม นอกจากนี้ ขอให้ ศอ.บต. รวบรวมข้อมูลมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ทำได้จริง และหากพื้นที่ใดจำเป็นต้องแก้ไขผังเมืองเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาและการจ้างงาน ขอให้เร่งประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการทันที
ด้านการแก้ไขปัญหายาเสพติด ขอให้มีการบูรณาการความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่าง ศอ.บต. ฝ่ายปกครอง ความมั่นคง ชุมชน และผู้นำศาสนา เพื่อป้องกันและปราบปรามยาเสพติด โดยเน้นลดการแพร่ระบาดในหมู่เยาวชนเพื่อทำลายวงจรยาเสพติดให้หมดไป ที่สำคัญคือ ข้าราชการทุกระดับต้องไม่ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด หากฝ่าฝืนจะถือเป็นความผิดวินัยและประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง รวมทั้งผู้บังคับบัญชาที่เพิกเฉยไม่ดำเนินการก็จะถูกลงโทษด้วยเช่นกัน
ด้านพลังงาน ขอให้ ศอ.บต. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันจัดทำแผนด้าน “พลังงานทดแทน” และ “การประหยัดพลังงาน” ให้เป็นแผนใหญ่ฉบับเดียวครอบคลุมทั้งภูมิภาค เพื่อผลักดันพลังงานสะอาดที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตให้เกิดขึ้นจริง โดยเฉพาะพลังงานทางเลือกที่เหมาะสมกับท้องถิ่น เช่น โซลาร์เซลล์ชุมชน หรือพลังงานชีวมวล ซึ่งจะช่วยลดภาระค่าครองชีพและสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประชาชน
ด้านการศึกษา ขอให้ ศอ.บต. ประสานกับกระทรวงศึกษาธิการ วางระบบการศึกษาให้ครอบคลุมทั้งในและนอกระบบให้มีมาตรฐานครบวงจร สอดคล้องกับอัตลักษณ์และวิถีชีวิตของคนในพื้นที่ ควบคู่ไปกับการฝึกฝนทักษะที่จำเป็นสำหรับการแข่งขันในโลกยุคปัจจุบันผ่านกลไกของ กพต. ทั้งนี้ทุกคนมีเป้าหมายเดียวกัน คือการนำพาสันติสุขที่ยั่งยืนกลับคืนสู่พื้นที่ชายแดนใต้ พร้อมกับยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของประชาชนทุกคน
นายกรัฐมนตรี ยังได้ลงพื้นที่จังหวัดปัตตานี ประชุมกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน ติดตามสถานการณ์ความมั่นคงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยกล่าวว่า พื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ถือเป็นพื้นที่ที่มีความสำคัญ เชิงยุทธศาสตร์และมีความละเอียดอ่อนสูง ภารกิจด้านความมั่นคงจึงถือเป็นส่วนสำคัญที่จะนำไปสู่การพัฒนา การประชุมครั้งนี้ได้มุ่งเน้นไปที่การ “ติดตาม ประเมินผล และบูรณาการ” ระหว่างหน่วยงาน เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ซึ่งความสำคัญของการสื่อสาร ทั้งระหว่างหน่วยงาน เพื่อประสิทธิภาพการทำงานสูงสุด และการสื่อสารกับประชาชนที่ยังมีความเดือดร้อนใจ ขอให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพยายามอย่างสุดความสามารถในการทำให้ความจริงปรากฏโดยเร็วที่สุด เพราะความจริงที่ตรงไปตรงมาและโปร่งใสเท่านั้นที่จะหยุดความหวาดระแวงและการบิดเบือนข้อเท็จจริงได้ พร้อมกันนี้ ขอให้ยึดหลักปิดชื่อถือพฤติกรรม ในการจัดการกับความไม่ชอบมาพากลทั้งหลาย เพื่อให้การอำนวยความยุติธรรมเกิดขึ้นอย่างแท้จริง และเรียกคืนความศรัทธาของประชาชนต่อกระบวนการยุติธรรมกลับมา และเชื่อว่า ความยุติธรรมคือจุดเริ่มต้นของความสามัคคี และความเป็นธรรมคือบ่อเกิดแห่งสันติสุข ขอให้เจ้าหน้าที่รัฐใช้ความเข้าใจ ความอดทนอดกลั้น และมีความเห็นอกเห็นใจให้มากในการสื่อสารกับประชาชน เพื่อนำพาสันติสุขและการพัฒนาให้เกิดขึ้นในพื้นที่ ขอให้ทุกคนมุ่งที่เป้าหมาย มีกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ และประสบความสำเร็จในการทำงาน เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของประชาชน
การประชุมในครั้งนี้ เป็นการติดตามผลการปฏิบัติงานด้านความมั่นคงพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ ความคืบหน้าการปฏิบัติราชการของหน่วยงานความมั่นคง โดยผู้ว่าราชการจังหวัด 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ ยะลา ปัตตานี นราธิวาส สงขลา และสตูล รวมถึงความคืบหน้าคดีสำคัญในพื้นที่ และสถานการณ์สำคัญและประเด็นยุทธศาสตร์ความมั่นคง โดยหน่วยงานด้านความมั่นคงในพื้นที่ เพื่อการยกระดับแผนเสริมสร้างสันติสุขในทุกพื้นที่
จากนั้นยังได้เดินทางไปเปิดงาน “วันไหลบางเบิด” ตามโครงการส่งเสริมงานวันไหลบางเบิด อำเภอปะทิว จังหวัดชุมพร บริเวณชายหาดบางเบิด อำเภอปะทิว จังหวัดชุมพร พร้อมขอให้ผู้ที่มาร่วมงานทุกคนสนุกสนานกันอย่างเต็มที่ ซึ่งตนเองและคณะ ตั้งใจมาร่วมสนุกกับคนในพื้นที่เช่นกัน และเมื่อได้มายืนที่ชายหาดบางเบิด รู้สึกชื่นใจและอบอุ่นใจเป็นอย่างยิ่ง ไม่ต่างจากความรู้สึกของนักท่องเที่ยวจากต่างถิ่นที่มีโอกาสได้มาเยือนชุมพรเช่นกัน เพราะเป็นสถานที่ที่มีบรรยากาศร่มรื่น และสะท้อน “เสน่ห์ของชุมพร” ได้อย่างงดงาม อย่างไรก็ตามรัฐบาลให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวเป็นอย่างยิ่ง เพราะตระหนักดีว่า การท่องเที่ยวเป็นทั้งวิถีทางวัฒนธรรม และกลไกทางเศรษฐกิจ ซึ่งไม่เพียงเป็นเครื่องมือสร้างรายได้เท่านั้น แต่ยังถักทอสายสัมพันธ์ในชุมชน ตอกย้ำอัตลักษณ์ และสร้างความภาคภูมิใจในบ้านเกิดเมืองนอนให้กับคนรุ่นหลังด้วย รัฐบาลจึงตั้งใจพัฒนาให้ทุกพื้นที่ สามารถเติบโตได้อย่างสมดุล และทำให้ทุกเมืองเป็นเมืองน่าเที่ยว หวังว่าเสน่ห์ของอำเภอปะทิว จะได้รับการรักษาไว้ในฐานะที่เป็น ต้นทุนทางวัฒนธรรม ต่อยอดไปเป็นโอกาสในการทำมาหากินของคนในชุมชน








