นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม พร้อมด้วย นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ลงพื้นที่เปิดตัวและติดตั้ง “ห้องปลอดฝุ่นครบวงจร” นวัตกรรมฝีมือนักวิจัยไทยจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่ สถานสงเคราะห์เด็กบ้านเวียงพิงค์ จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อช่วยกลุ่มเปราะบางในภาคเหนือสู้วิกฤต PM2.5 อย่างเป็นรูปธรรม ด้วยต้นทุนเพียง 3,600 บาทต่อห้อง จากการตรวจวัดคุณภาพอากาศนอกอาคาร พบค่าฝุ่นสูงถึง 150-180 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งอยู่ในระดับวิกฤตที่กระทบสุขภาพประชาชนโดยตรง ท่ามกลางกลุ่มควันที่ปกคลุมทั่วจังหวัดเชียงใหม่ โดยย้ำว่าสถานการณ์นี้ไม่สามารถรอได้จำเป็นต้องเร่งดำเนินการแก้ไขด้วยเทคโนโลยีที่ใช้ได้จริงทันที
นายยศชนัน กล่าวว่า รัฐบาลเดินหน้า 2 แนวทางคู่ขนาน คือระยะสั้น จะนำ “ห้องปลอดฝุ่นครบวงจร” ผลงานวิจัยฝีมือคนไทย จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มาแก้ปัญหาให้คนไทยในราคาประหยัด ซึ่งประกอบด้วย 3 องค์ประกอบหลัก คือ ระบบความดันบวก (Positive Pressure) ร่วมกับเครื่องฟอกอากาศ DIY และ เซนเซอร์ IoT วัดฝุ่น ที่จะทำงานประสานกันทั้งเติมอากาศใหม่และกำจัดฝุ่นภายในห้องภายในห้อง ติดตั้งเสริมในอาคารเดิมได้ทันที พร้อมถ่ายทอดองค์ความรู้ให้ท้องถิ่นและช่างชุมชน ให้สามารถผลิตและซ่อมบำรุงได้เอง เพื่อให้การแก้ปัญหาเกิดขึ้นจริงและยั่งยืนในพื้นที่ โดยระยะแรก จะขยายผล “ห้องปลอดฝุ่นครบวงจร” ไปยัง 83 แห่ง ใน 8 จังหวัดภาคเหนือ เพื่อดูแลกลุ่มเปราะบาง ทั้งเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ป่วย เป้าหมายระยะถัดไปจะขยายผลให้ครอบคลุมกลุ่มเปราะบางกว่า 2.3 ล้านคนใน 17 จังหวัดภาคเหนือ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทยจากมลพิษทางอากาศอย่างเป็นระบบ
สำหรับระยะยาว รัฐบาลจะเดินหน้านำ Deep Tech (เทคโนโลยีเชิงลึก) มาใช้สืบค้นต้นตอของปัญหาฝุ่นอย่างแท้จริง พัฒนาระบบตรวจจับไฟป่าแบบเรียลไทม์ และเทคโนโลยีอื่น ๆ ที่ร่วมพัฒนากับผู้ใช้งานจริง โดยเฉพาะอาสาสมัครดับไฟป่า พร้อมตั้งเป้าให้ใช้งานได้จริงภายใน 1 ปี เพื่อลดปัญหาฝุ่นที่ต้นเหตุ
นอกจากนี้ ยังได้ประชุมบูรณาการแนวทางการแก้ไขปัญหาและปฏิบัติการบรรเทาฝุ่นละอองในพื้นที่ภาคเหนือ ที่สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (NARIT) อำเภอแม่ริม พร้อมระบุว่า ประเทศไทยโดยเฉพาะในพื้นที่เชียงใหม่มีศักยภาพในการผลิตนวัตกรรมแก้ไขปัญหาฝุ่นได้เองมานานแล้ว หรือที่เรียกว่า “Made in Chiang Mai” ซึ่งควรได้รับการสนับสนุนให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานอย่างเป็นทางการเพื่อการแก้ปัญหาที่ยั่งยืน โดยเน้นการใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเข้ากับการทำงานในพื้นที่ เช่น ห้องความดันบวก และมุ้งกันฝุ่นที่เป็นนวัตกรรม DIY ราคาถูก เพื่อให้คนทั่วไปและกลุ่มเปราะบางเข้าถึงได้ง่าย และสามารถดึงสถานศึกษาในเครืออาชีวะ มหาวิทยาลัยราชมงคล หรือราชภัฏ เข้ามาเป็นแกนกลางช่วยดำเนินการให้ชุมชนได้ทันที อีกทั้งยังเน้นนโยบายการใช้ข้อมูลเชิงลึกระดับโมเลกุลและเทคโนโลยี AI เพื่อวิเคราะห์ต้นตอของฝุ่นและจุดเกิดไฟป่าให้แม่นยำยิ่งขึ้น ผ่านการทำงานร่วมกันข้ามกระทรวง และขอให้ทุกหน่วยงานเริ่มลงมือแก้ปัญหาด้วยนวัตกรรมและฐานข้อมูลที่มีอยู่ได้ทันที
ขณะที่มาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการขนส่งที่ใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิง ตามที่กรมการขนส่งทางบกได้เปิดลงทะเบียนรับเงินเยียวยา ผ่านระบบ “DLT พร้อมซัปพอร์ต” ทั้งทาง Online และ Walk-in แต่พบว่า มีผู้ลงทะเบียนเป็นจำนวนมาก และยังมีผู้ประกอบการที่มีสิทธิแต่ยังไม่สามารถลงทะเบียนสู่ระบบได้ โดยจากการเปิดลงทะเบียนในวันที่ 16 – 17 เมษายน 2569 มีผู้ลงทะเบียนที่มีสิทธิกว่า 26,000 ราย ในขณะที่จำนวนยานพาหนะที่ลงทะเบียนในระบบมีกว่า 116,000 คัน ดังนั้นนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม จึงสั่งการให้กรมการขนส่งทางบก ขยายระยะเวลาการลงทะเบียนเพื่อรับสิทธิเงินช่วยเหลือ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้มีสิทธิและเป็นไปตามจุดประสงค์ของมาตรการที่ต้องการช่วยผู้ประกอบการขนส่ง รวมถึงลดภาระค่าครองชีพของประชาชน โดยได้ขยายเวลาลงทะเบียนรับเงินช่วยเหลือตั้งแต่บัดนี้ ถึงวันที่ 24 เมษายน 2569 (ไม่เว้นวันหยุดราชการ) เพื่อให้ผู้มีสิทธิได้ลงทะเบียนได้อย่างครบถ้วน
สำหรับผู้ประสงค์ขอรับสิทธิช่วยเหลือสามารถลงทะเบียนผ่านระบบ “DLT พร้อมซัปพอร์ต” ที่เว็บไซต์ https://tss.dlt.go.th/ ได้ตลอด 24 ชั่วโมง หรือที่ อาคาร 3 ชั้น 1 กรมการขนส่งทางบก หรือสำนักงานขนส่งจังหวัดทุกแห่งทั่วประเทศ ทั้งนี้กรมการขนส่งทางบก ได้ปรับปรุงระบบลงทะเบียนให้มีความเสถียรมากยิ่งขึ้น เพื่อรองรับ ผู้ลงทะเบียนทาง Online พร้อมย้ำว่ามาตรการดังกล่าวจะช่วยเหลือผู้ประกอบการรถโดยสารและรถบรรทุกขนส่งสินค้าที่ใช้น้ำมันดีเซลหรือเบนซินก่อน เนื่องจากเป็นผู้ได้รับผลกระทบสูงจากวิกฤตความผันผวนของราคาน้ำมันในช่วงที่ผ่านมา เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถจัดเดินรถทั้งในส่วนของรถโดยสารและรถขนส่งสินค้าได้อย่างต่อเนื่อง และช่วยประคับประคองสภาพเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ
ทั้งนี้ ในการลงทะเบียนขอรับสิทธิ ผู้สมัครจะต้องแจ้งข้อมูลบัญชีเงินฝากธนาคารที่ผูกพร้อมเพย์ด้วยเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก (กรณีบุคคลธรรมดา) หรือข้อมูลบัญชีเงินฝากที่ผูกพร้อมเพย์ด้วยเลขประจำตัวผู้เสียภาษี (กรณีนิติบุคคล) พร้อมแนบเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำเนาใบอนุญาตประกอบการขนส่ง หนังสือรับรองการจดทะเบียนนิติบุคคล และเอกสารหลักฐานแสดงการรับจ้างขนส่งผู้โดยสาร (ซึ่งเอกสารจะแตกต่างกันไปตามประเภทรถที่ขอรับสิทธิ) โดยการได้รับสิทธิช่วยเหลือจะเป็นไปตามเกณฑ์ที่กรมการขนส่งทางบกประกาศกำหนด ซึ่งจะพิจารณาการจ่ายเงินช่วยเหลือตามสัดส่วนระยะเวลาที่ให้บริการขนส่งจริงหลังจากวันที่ลงทะเบียนสำเร็จ ภายใต้กรอบระยะเวลาดำเนินมาตรการ 42 วัน (ตั้งแต่วันที่ 20 เมษายน – 31 พฤษภาคม 2569)
ส่วนการช่วยเหลือค่าครองชีพประชาชนด้วยสินค้าราคาพิเศษตามโครงการ “ไทยช่วยไทย” นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เปิดเผยว่า ได้มอบหมายให้ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (ปณท.) ดำเนินโครงการกระจายสินค้าราคาประหยัด “ไทยช่วยไทย” ร่วมกับ กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เพื่อกระจายและจัดจำหน่ายสินค้าราคาประหยัด ให้ประชาชนสามารถเข้าถึงได้ในราคาถูก โดยใช้เครือข่ายของ ปณท. เป็นช่องทางหลักไปยังภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วประเทศ ซึ่งโครงการ “ไทยช่วยไทย” จะกระจายสินค้าผ่าน ปณท ใน 2 ช่องทางคือ
1. จัดจำหน่ายสินค้าขายปลีก ณ ที่ทำการไปรษณีย์ ให้กับประชาชนโดยตรง
2. จัดจำหน่ายสินค้า (ขายส่ง) ให้กับรถเร่ (รถพุ่มพวง) เพื่อนำไปจำหน่ายต่อ โดยมีกลุ่มสินค้าอาหาร และสินค้าอุปโภคบริโภค รวมประมาณ 10 รายการ โดยตั้งเป้าหมายการกระจายสินค้าสู่รถเร่ประมาณ 3,800 คัน และสร้างตลาดท้องถิ่นเพิ่มเติมประมาณ 1,000 แห่ง
ทั้งนี้โครงการดังกล่าวจะเริ่มดำเนินการในต้นเดือน พฤษภาคม 2569 ในระยะแรกจะเริ่มจำหน่ายสินค้า ณ ที่ทำการไปรษณีย์ในกรุงเทพมหานคร ปริมณฑล และต่างจังหวัด รวมประมาณ 120 แห่ง ก่อนขยายในพื้นที่ระดับอำเภอต่อไป นอกจากนี้จะนำสินค้า OTOP/SMEs จัดจำหน่ายบนแพลตฟอร์มออนไลน์ “ThailandPostMart” เพื่อส่งเสริมการจำหน่ายสินค้าจากร้านค้าประมาณ 2,000 ราย ร่วมกับอีก 5 แพลตฟอร์ม ได้แก่ Shopee Lazada TikTok Line man และ Grab ซึ่งกรมการค้าภายในจะมีส่วนลดค่าขนส่งสนับสนุนรายการสั่งซื้อ 100 บาท และจะยกเว้นค่า Gross Profit (GP คือ ส่วนแบ่งรายได้ที่ร้านค้าต้องจ่ายให้แพลตฟอร์มเดลิเวอรี) ขณะเดียวกันยังได้ร่วมกับ กรมการค้าภายใน ดำเนินโครงการ “กล่องผลไม้ DIT” จัดทำกล่องผลไม้จำนวน 300,000 กล่อง และสนับสนุนตะกร้าผลไม้จำนวน 35,000 ใบ เพื่อรองรับมาตรการการแก้ไขปัญหาเรื่องผลผลิตทางการเกษตรด้วย








