นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ได้สั่งการเร่งด่วนให้ สคบ. ตรวจสอบข้อเท็จจริงจากเหตุการณ์สะเทือนใจกรณีผู้เสียชีวิตภายในคลินิกเสริมความงามชื่อดังในจังหวัดนครปฐม ซึ่งสร้างความกังวลต่อสังคมในวงกว้าง พร้อมยกระดับมาตรการคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคในธุรกิจเสริมความงามอย่างเป็นระบบ
นางสาวศุภมาส กล่าวว่า สิ่งสำคัญที่ต้องเร่งดำเนินการคือ การตรวจสอบ “สัญญาการให้บริการ” ของธุรกิจเสริมความงาม โดยให้พิจารณาอย่างจริงจังว่าควรกำหนดให้ธุรกิจประเภทนี้เป็น “ธุรกิจที่ควบคุมสัญญา” หรือไม่ เพื่อให้เกิดมาตรฐานที่ชัดเจน โปร่งใสและเป็นธรรมต่อผู้บริโภค
หากมีการกำหนดสัญญามาตรฐานอย่างชัดเจน จะช่วยระบุสิทธิ หน้าที่ และความรับผิดชอบของผู้ประกอบการได้อย่างเป็นรูปธรรม ลดปัญหาการเอาเปรียบและเป็นหลักฐานสำคัญในการดำเนินคดีทางแพ่ง โดย สคบ. สามารถใช้เป็นพยานเอกสารในการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายแทนผู้บริโภคได้ทันที หากพบว่ามีความประมาทหรือให้บริการต่ำกว่ามาตรฐาน
นางสาวศุภมาส กล่าวย้ำว่า สิทธิพื้นฐานของผู้บริโภคคือ ความปลอดภัย หากผลชันสูตรชี้ชัดว่าเกิดจากความประมาท สคบ. พร้อมเป็นตัวแทนญาติผู้เสียหายในการฟ้องร้องให้ถึงที่สุด
นางสาวศุภมาส กล่าวต่อว่า ปัจจุบันธุรกิจเสริมความงามอยู่ภายใต้กฎหมายหลายฉบับ ทั้งพระราชบัญญัติสถานพยาบาลและพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค ซึ่งในทางปฏิบัติอาจเกิดความซ้ำซ้อน หรือมีช่องว่างที่ทำให้การบังคับใช้กฎหมายไม่เต็มประสิทธิภาพ
นางสาวศุภมาสจึงได้มอบหมายให้ สคบ. เร่งประสานความร่วมมือกับกระทรวงสาธารณสุข และแพทยสภา เพื่อกำหนดขอบเขตอำนาจหน้าที่ให้ชัดเจน ลดความซ้ำซ้อนและพัฒนากลไกการกำกับดูแลแบบบูรณาการ โดยมีเป้าหมายไปสู่ระบบ One Stop Service ที่มีหน่วยงานหลักรับผิดชอบอย่างชัดเจน เพื่อให้การคุ้มครองประชาชนมีความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
พร้อมกันนี้ สคบ. ยังฝากเตือนประชาชน ให้ตรวจสอบข้อมูลอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจใช้บริการด้านความงาม โดยเฉพาะการทำศัลยกรรม หรือหัตถการที่มีความเสี่ยง
3 เรื่องสำคัญที่ต้องตรวจสอบก่อนตัดสินใจคือ
ประการแรก ตรวจสอบใบอนุญาตสถานพยาบาล ต้องมีเลขที่ใบอนุญาต 11 หลัก และแสดงไว้อย่างชัดเจนในสถานประกอบการ
ประการที่สอง ตรวจสอบรายชื่อแพทย์ผ่านเว็บไซต์ของแพทยสภา เพื่อยืนยันว่าเป็นแพทย์จริงและมีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านที่เกี่ยวข้อง
ประการที่สาม เก็บหลักฐานให้ครบถ้วน ทั้งสลิปการโอนเงิน ภาพถ่ายก่อนและหลังทำ รวมถึงภาพโฆษณา โปรโมชัน หรือข้อความประชาสัมพันธ์ เพื่อใช้เป็นหลักฐานหากเกิดปัญหาในภายหลัง
หากประชาชนพบเบาะแสคลินิกต้องสงสัย หรือถูกเอารัดเอาเปรียบจากการใช้บริการ สามารถร้องเรียนได้ที่สายด่วน สคบ. 1166 หรือผ่านแอปพลิเคชัน OCPB Connect ได้ตลอด 24 ชั่วโมง








