นายกฯ Kick off “ไทยช่วยไทย” พร้อมกันทั่วประเทศ กระจายสินค้าราคาประหยัด ลดค่าครองชีพประชาชน

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นางศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และผู้บริหารกระทรวงมหาดไทย Kick off การจำหน่ายสินค้า “ไทยช่วยไทย” ลดภาระ ลดค่าครองชีพ ณ อาคารโดม ตลาดบางใหญ่ ซิตี้ ตำบลเสาธงหิน อำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี โดยในวันที่ 1 พฤษภาคม 2569 เป็นครั้งแรกของการจัดกิจกรรมจำหน่ายสินค้า ณ ที่ว่าการอำเภอทั่วประเทศ หรือ “ไทยช่วยไทย X Local Low Cost” ครอบคลุม 878 อำเภอ ทั่วประเทศ

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การจัดโครงการดังกล่าว เพื่อช่วยให้ประชาชนในพื้นที่ต่างจังหวัดสามารถเข้าถึงสินค้าราคาประหยัดได้สะดวกยิ่งขึ้น ช่วยลดค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้นในปัจจุบัน และนับเป็นครั้งแรกที่มีการใช้ที่ว่าการอำเภอทั่วประเทศเป็นจุดกระจายสินค้า ซึ่งเป็นการบูรณาการความร่วมมือระหว่างกระทรวงมหาดไทย กระทรวงพาณิชย์ ภาคเอกชน ห้างค้าส่งค้าปลีกสมัยใหม่ (Modern Trade) ผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่าย (Supplier) อาทิ ซีพี แอ็กซ์ตร้า (Makro, Lotus’s) บิ๊กซี (Big C) เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล (Tops) เซ็นทรัล ฟู้ด โฮลเซลล์ (GO Wholesale) และซีเจ เอ็กซ์เพรส กรุ๊ป (CJ More/CJ Supermarket) และห้างค้าส่งค้าปลีกท้องถิ่น เพื่อนำสินค้า House Brand และสินค้าราคาโปรโมชันมาจำหน่าย ณ ที่ว่าการอำเภอทั่วประเทศ ในราคาลดสูงสุดถึง 58% ซึ่งเป็นสินค้าราคาต่ำกว่าท้องตลาดอย่างมีนัยสำคัญ โดยได้คัดเลือกประเภทสินค้าที่จำเป็นในชีวิตประจำวันมาจำหน่าย แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลักได้แก่ สินค้าอุปโภค เช่น สบู่ แชมพู ผงซักฟอก และสินค้าบริโภค เช่น ข้าวสาร น้ำตาล น้ำมันพืช ซอสปรุงรส มากกว่า 3,000 รายการ จำหน่ายสินค้า OTOP สินค้าชุมชนจากผู้ประกอบการชุมชน อาทิ อาหาร สินค้าเกษตรแปรรูป เสื้อผ้า และสินค้าปรุงสำเร็จ จากการสำรวจความต้องการและราคาสินค้าครั้งนี้ พบว่า สินค้าส่วนใหญ่ที่ได้รับความนิยมเลือกซื้อจากประชาชน ได้แก่ สินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะผงซักฟอก ข้าวสาร และน้ำมันพืช ซึ่งเป็นสินค้าจำเป็นที่มีการใช้ต่อเนื่องในทุกครัวเรือน และมีราคาจำหน่ายต่ำกว่าท้องตลาดอย่างชัดเจน คาดหวังว่ากิจกรรมครั้งนี้จะช่วยให้ประชาชนมีต้นทุนค่าครองชีพที่ต่ำลง เพิ่มคุณภาพชีวิตที่ดีและยังเป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงผู้ผลิต ผู้ประกอบการ และผู้บริโภคในประเทศ ช่วยหมุนเวียนเศรษฐกิจภายใน และสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการรายย่อยเติบโตอย่างยั่งยืน

โดยนายกรัฐมนตรี ได้เยี่ยมชมบูธสินค้า OTOP ของจังหวัดนนทบุรี พูดคุยกับผู้ประกอบการท้องถิ่น สอบถาม พ่อค้าแม่ค้าอย่างใกล้ชิดถึงกระบวนการผลิตและการจำหน่ายสินค้า ได้ชิมขนมและผลไม้ท้องถิ่น เพื่อร่วมสนับสนุนและประชาสัมพันธ์สินค้าอัตลักษณ์ท้องถิ่น สร้างรายได้ให้ชุมชน บรรยากาศภายในงานเป็นไปอย่างคึกคัก ประชาชน ทยอยเข้าร่วมเลือกซื้อสินค้าอย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงการตอบรับที่ดีต่อโครงการ และได้โฟนอินสอบถามความคืบหน้าการคิกออฟโครงการ “ไทยช่วยไทย” ในวันแรก กับผู้ว่าราชการจังหวัด 4 พื้นที่ ได้แก่ เชียงใหม่ ตราด ศรีสะเกษ และสงขลา โดยได้ระบุว่าโครงการดังกล่าวช่วยให้ประชาชนซื้อสินค้าได้ในราคาถูกกว่าปกติ ระหว่างการพูดคุย นายกรัฐมนตรีได้ติดตามบรรยากาศจากแต่ละพื้นที่พบว่าได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี ประชาชนออกมาจับจ่ายใช้สอยอย่างคึกคัก

ด้านนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า การจัดจำหน่ายสินค้าไทยช่วยไทยจะขยายผลการดำเนินงานให้กว้างขึ้นต่อไป และเพิ่มความหลากหลายให้สินค้ามากขึ้นสอดรับกับความต้องการของประชาชน ช่วยสนับสนุนให้เกิดการสร้างรายได้ในท้องถิ่น โดยเร็วๆ นี้ มีแผนที่จะผลักดันสินค้าผู้ประกอบการ SMEs ที่มีศักยภาพขึ้นจำหน่ายบนแพลตฟอร์มออนไลน์ นำร่องกว่า 2,000 ราย เพื่อเพิ่มช่องทางการจำหน่าย สร้างรายได้ และกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากในประเทศ ซึ่งแนวทางนี้ไม่เพียงช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชนในระยะสั้น แต่ยังเป็นกลไกความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในการเสริมสร้างความเข้มแข็งของระบบเศรษฐกิจไทย พร้อมวางรากฐานการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาวด้วย ซึ่งตั้งแต่เปิดจำหน่ายสินค้าไทยช่วยไทย ในวันที่ 1 เมษายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล มีภาคเอกชนจากหลายภาคส่วนประสงค์จะเข้ามาร่วมสนับสนุน ช่วยเหลือแบ่งเบาภาระค่าครองชีพของประชาชน ภายใต้ไทยช่วยไทยอย่างต่อเนื่อง โดยกรมการค้าภายใน ได้ร่วมมือกับบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด เปิดจำหน่ายสินค้าผ่านที่ทำการไปรษณีย์จังหวัดทั่วประเทศ จำนวน 122 จุด แบ่งเป็น กรุงเทพมหานคร 28 จุด ปริมณฑล 21 จุด และส่วนภูมิภาค 73 จุด และในสัปดาห์ที่ 2 จะขยายเพิ่มเติมไปยังที่ทำการไปรษณีย์อำเภออีก 824 จุด รวมเป็น 946 จุดทั่วประเทศ เพื่อให้ประชาชนในชุมชนและพื้นที่ห่างไกลเข้าถึงได้อย่างทั่วถึง

ขณะที่นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง เปิดเผยว่า การจัดกิจกรรมสินค้า “ไทยช่วยไทย” สะท้อนถึงพลังความร่วมมือของทุกภาคส่วนในการร่วมดูแลค่าครองชีพของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม บรรยากาศ ณ ที่ว่าการอำเภอ 878 แห่งทั่วประเทศ เป็นไปอย่างคึกคัก และช่วยลดค่าครองชีพได้ทันที ทั้งนี้ กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ จะติดตามประเมินผลการจัดกิจกรรมจำหน่ายสินค้า “ไทยช่วยไทย” ณ ที่ว่าการอำเภอทั่วประเทศ เพื่อประเมินประสิทธิผลการบรรเทาผลกระทบค่าครองชีพของประชาชน ควบคู่กับการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากให้เกิดความเข้มแข็งและยั่งยืนต่อไป

รัฐบาลจึงขอเชิญชวนประชาชนเลือกซื้อสินค้า “ไทยช่วยไทย” ลดภาระ ลดค่าครองชีพได้ ณ ที่ว่าการอำเภอใกล้บ้าน เริ่มจำหน่ายทุกวันศุกร์ที่ 1 8 15 22 และ 29 ตลอดเดือนพฤษภาคม 2569 (รวม 5 ครั้ง) ระหว่างเวลา 08.30 – 16.30 น. และสามารถเลือกซื้อสินค้าไทยช่วยไทยได้ที่ห้างค้าส่งค้าปลีกท้องถิ่นทุกจังหวัดทั่วประเทศ และห้างค้าส่งค้าปลีกสมัยใหม่ (Modern Trade) ใกล้บ้าน เพื่อเป็นการสร้างความเสมอภาค และกระจายความเท่าเทียมในการเข้าถึงโอกาสเลือกซื้อสินค้าราคาถูก คุณภาพดี สอดรับกับนโยบายของรัฐบาลที่ให้ความสำคัญกับการสร้างความสมดุลระหว่าง ผู้ขายอยู่ได้ ผู้ซื้ออยู่รอด โดยภาครัฐจะเข้าไปสนับสนุนผ่านมาตรการต่างๆ ทั้งการเชื่อมโยงช่องทางการจำหน่าย และการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายให้เข้าถึงทุกพื้นที่ในประเทศผ่านการกระจายสินค้าไปยังภูมิภาค ชุมชน และร้านค้าท้องถิ่นทำให้ประชาชนในทุกพื้นที่ได้รับประโยชน์อย่างทั่วถึง ไม่กระจุกตัวเฉพาะในเขตเมืองหรือห้างค้าปลีกขนาดใหญ่

นอกจากนี้ในช่วงใกล้เปิดภาคเรียน ทำให้ผู้ปกครองมีภาระค่าใช้จ่ายเพิ่มสูงขึ้น อาทิ ค่าเครื่องแบบนักเรียน รองเท้า อุปกรณ์การเรียน อาหาร และค่าครองชีพต่างๆ โดยเฉพาะผลกระทบจากต้นทุนต่างๆ ทั้งราคาพลังงานและค่าขนส่ง ทำให้ผู้ปกครองต้องแบกรับค่าใช้จ่ายมากยิ่งขึ้น นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนา สังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จึงได้ขับเคลื่อนภารกิจ “โรงรับจำนำของรัฐเพื่อสังคม” หรือสำนักงานธนานุเคราะห์ (สธค.) เพื่อช่วยเหลือทางการเงินสำหรับประชาชน ด้วยการรับจำนำในอัตราดอกเบี้ยต่ำที่สุดในประเทศ ซึ่งได้เดินหน้าเปิดโครงการส่งเสริมสภาพคล่องทางการเงินให้แก่ประชาชน ในกิจกรรม “Back to School ฟรีดอกเบี้ย” เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครองในช่วงเปิดภาคเรียน ที่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น โดยช่วยผู้ใช้บริการที่มีวงเงินจำนำไม่เกิน 5,000 บาท ได้รับสิทธิ์ ฟรีดอกเบี้ย 1 เดือนเต็ม ที่มาใช้บริการจำนำ ระหว่างวันที่ 16 เมษายน – 31 พฤษภาคม 2569 ณ สถานธนานุเคราะห์ทุกแห่งทั่วประเทศ

ทั้งนี้คาดว่าจะมีประชาชนเข้าร่วมโครงการฯ ประมาณ 8,400 ราย คิดเป็นวงเงินหมุนเวียนในระบบกว่า 41 ล้านบาท ซึ่งสามารถช่วยเสริมสภาพคล่องทางการเงินในระยะสั้น และลดภาระค่าใช้จ่ายของครอบครัวผู้ปกครองในช่วงเปิดภาคเรียนได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยกิจกรรม “Back to School ฟรีดอกเบี้ย” เป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินงานตามนโยบายด้านปัญหาหนี้สิน ด้วยการยกระดับสถานธนานุเคราะห์ เพื่อการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของประชาชน โดยมุ่งเน้นกลุ่มผู้มีรายได้น้อยและประชาชนที่มีความจำเป็นทางการเงินเฉพาะหน้า ลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม และสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจในระดับฐานราก ประชาชนผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 0 2281 5888 หรือเข้ารับบริการได้ที่สถานธนานุเคราะห์ทุกแห่งทั่วประเทศ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง