“ศุภจี – สุริยะ” เร่งช่วยเหลือชาวสวนทุเรียนที่ได้รับผลกระทบจากพายุฤดูร้อน “พาณิชย์” บุกตลาดต่างประเทศ “Live Commerce” ผลไม้ไทย ผลักดันราคาช่วยเกษตรกร

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงสถานการณ์พายุฤดูร้อนที่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่สวนทุเรียนในจังหวัดจันทบุรี ทำให้ผลผลิตของเกษตรกรได้รับความเสียหายในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะสวนที่อยู่ในช่วงใกล้เก็บเกี่ยว จึงได้สั่งการให้สำนักงานพาณิชย์จังหวัดจันทบุรีประสานผู้ว่าราชการจังหวัดลงพื้นที่สำรวจความเสียหายโดยเร็วที่สุด พร้อมทั้งประสานงานร่วมกับกระทรวงมหาดไทย เพื่อเร่งหารือแนวทางช่วยเหลือและเยียวยาเกษตรกรชาวสวนที่ประสบภัยพิบัติอย่างเร่งด่วน ในส่วนของทุเรียนที่ได้รับผลกระทบ แต่มีความพร้อมสามารถตัดได้ และมีเปอร์เซ็นต์น้ำหนักแห้งมากกว่า 30% จะนำผู้ซื้อและผู้ประกอบการเข้าไปคัดเลือกผลผลิตจากสวน เพื่อนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ โดยเฉพาะทุเรียนทอด เพื่อช่วยลดความเสียหายและการสูญเสียของผลผลิต และช่วยให้เกษตรกรยังสามารถสร้างรายได้จากผลผลิต
ที่ได้รับผลกระทบได้บางส่วน ส่วนทุเรียนที่ยังอยู่บนต้นและไม่ได้รับความเสียหาย กรมการค้าภายใน จะเข้าไปดูแลเป็นกรณีพิเศษ โดยจะประสานนำผู้ซื้อเข้าไปรับซื้อผลผลิตโดยตรง เพื่อช่วยสร้างตลาดรองรับผลผลิตและช่วยให้เกษตรกรสามารถจำหน่ายผลผลิตได้อย่างต่อเนื่องในช่วงฤดูกาลนี้

นอกจากนี้ สำนักงานพาณิชย์จังหวัดร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ยังได้คัดแยกทุเรียนที่ได้รับความเสียหาย เพื่อนำไปแปรรูปให้เหมาะสมตามคุณภาพของผลผลิต อาทิ การนำไปผสมเป็นไอศกรีม หรือแปรรูปเป็นแป้งทุเรียนเพื่อใช้ทำขนมและผลิตภัณฑ์อาหารต่างๆ เพื่อช่วยเพิ่มมูลค่าและลดการสูญเสียของผลผลิตทางการเกษตร ส่วนทุเรียนที่ไม่สามารถนำไปจำหน่ายหรือแปรรูปได้ จะมีมาตรการบริหารจัดการอย่างเหมาะสม เพื่อป้องกันไม่ให้ผลผลิตเข้าไปปะปนกับทุเรียนที่จำหน่ายอยู่ในตลาด ซึ่งจะช่วยรักษามาตรฐานและความเชื่อมั่นของผู้บริโภคต่อทุเรียนไทยด้วย พร้อมกันนี้ขอส่งกำลังใจให้เกษตรกรชาวสวนทุเรียนทุกพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ครั้งนี้ และยืนยันว่าจะเร่งดำเนินการช่วยเหลือ ดูแล และหามาตรการรองรับผลผลิตอย่างเต็มที่ เพื่อให้เกษตรกรสามารถผ่านพ้นสถานการณ์ดังกล่าวไปได้โดยเร็วที่สุด

ขณะที่ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สั่งการให้ทุกหน่วยงานในสังกัดเร่งลงพื้นที่ให้ความช่วยเหลือเกษตรกรอย่างเร่งด่วน เพื่อลดความเสียหายที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดจันทบุรี ซึ่งได้รับผลกระทบจากพายุฤดูร้อนพัดถล่มหลายจุด ทำให้ผลผลิตที่ใกล้เก็บเกี่ยวได้รับความเสียหายและให้รายงานเข้าสู่ศูนย์ติดตามและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านการเกษตร เพื่อช่วยเหลืออย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกัน ได้สั่งการให้ประสานเครือข่ายสหกรณ์ในพื้นที่ จัดจุดรับซื้อทุเรียนที่ร่วงหล่นแต่ยังมีคุณภาพเพื่อนำเข้าสู่กระบวนการแปรรูป เช่น ทุเรียนทอดและทุเรียนกวน เพื่อช่วยบรรเทาความเสียหายด้านรายได้ของเกษตรกร นอกจากนี้ ยังให้เจ้าหน้าที่ควบคุมคุณภาพผลผลิตอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะการป้องกันไม่ให้ทุเรียนอ่อนหรือด้อยคุณภาพออกสู่ตลาด พร้อมทั้งแนะนำเกษตรกรฟื้นฟูสวนหลังได้รับผลกระทบ อาทิ การตัดแต่งกิ่งที่เสียหาย การค้ำกิ่งและการโยงผล เพื่อป้องกันการร่วงเพิ่มเติม

สำหรับภาพรวมได้กำชับทุกหน่วยงานติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ครอบคลุมพื้นที่ภาคเหนือ
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก ภาคกลาง รวมถึงกรุงเทพมหานครและปริมณฑล พร้อมรายงานสถานการณ์ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้สามารถรับมือได้อย่างทันท่วงที และขอให้ประชาชนและเกษตรกรในพื้นที่เสี่ยงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเตรียมมาตรการป้องกันความเสียหายทั้งต่อพืชผลและสัตว์เลี้ยง รวมถึงดูแลสุขภาพในช่วงสภาพอากาศแปรปรวน

ด้านนายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ระบุว่า ได้เปิด “ศูนย์บริการเกษตรพิรุณราช” (One Stop Service) ณ สำนักงานเกษตรอำเภอทั่วประเทศ เพื่อเป็นจุดรับเรื่องและประสานความช่วยเหลือแบบเบ็ดเสร็จ ช่วยให้เกษตรกรเข้าถึงความช่วยเหลือได้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น ขอให้เกษตรกรติดตามข้อมูลข่าวสารผ่านแอปพลิเคชัน “ศูนย์บริการเกษตรพิรุณราช” และหน่วยงานใกล้บ้าน โดยเฉพาะในช่วงฤดูกาลผลไม้ภาคตะวันออก เช่น ทุเรียน มังคุด เงาะ และลองกอง ที่มีความเสี่ยงได้รับผลกระทบจากพายุฤดูร้อน ซึ่งกระทรวงฯ พร้อมให้การสนับสนุนและช่วยเหลืออย่างเต็มที่ เพื่อลดผลกระทบต่อรายได้ของเกษตรกร

นอกจากนี้ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้เปิดเผยถึงการนำทุเรียนไทยขึ้นแพลตฟอร์มการขายในรูปแบบ Live Commerce ในช่วงที่ผ่านมา เป็นการสร้างอุปสงค์ล่วงหน้า ก่อนที่ผลผลิตทุเรียนจะออกสู่ตลาดในปริมาณมาก เพื่อบริหารจัดการการส่งสินค้าอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง ตั้งแต่วันที่ 10 พฤษภาคม เป็นต้นไป จะเข้าสู่ช่วงที่ผลผลิตทุเรียนภาคตะวันออกทยอยออกสู่ตลาดจำนวนมาก ต่อเนื่องจนถึงเดือนมิถุนายน รวมถึงเป็นฤดูผลไม้ชนิดอื่น ๆ ที่กำลังทยอยออกสู่ตลาด จึงออกมาตรการบริหารจัดการเชิงรุก เพื่อกระจายผลผลิตล่วงหน้า ลดความเสี่ยงภาวะผลผลิตกระจุกตัว และช่วยพยุงเสถียรภาพด้านราคา ดีกว่าการรอให้เกิดภาวะล้นตลาดแล้วจึงใช้มาตรการแก้ไขภายหลัง นอกจากมาตรการในประเทศแล้ว ยังได้ดำเนินมาตรการเชิงรุกเร่งผลักดันผลไม้ไทยทุกชนิดออกสู่ตลาดโลกอย่างต่อเนื่อง ในปี 2568 ไทยส่งออกผลไม้สดปริมาณ 2,080,049 ตัน มูลค่า 171,206 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้าร้อยละ 1.1 ตลาดส่งออกหลัก 3 อันดับแรก ได้แก่ จีน (ร้อยละ 88.1) มาเลเซีย (ร้อยละ 2.2) และอินโดนีเซีย (ร้อยละ 2.1) ขณะที่ในช่วง 3 เดือนแรกของปีนี้ (มกราคม – มีนาคม) มีการส่งออกผลไม้สดแล้วในปริมาณ 305,673 ตัน คิดเป็นมูลค่า 22,285 ล้านบาท เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 56.2 สำหรับทุเรียนสดมีปริมาณส่งออกแล้วปริมาณ 101,773 ตัน มูลค่า 14,215 ล้านบาท ขยายตัวถึงร้อยละ 181

สำหรับมาตรการส่งเสริมการขายสินค้าในปีนี้ ประกอบด้วย การจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายทั้งในและต่างประเทศ ทั้งในรูปแบบออนไลน์และออฟไลน์ ประกอบด้วย

1. งานแสดงสินค้า Thaifex-Anuga Asia 2026 ซึ่งเป็นงานแสดงสินค้าด้านอาหารที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 26-30 พฤษภาคม 2569 ณ ศูนย์แสดงสินค้าอิมแพค เมืองทองธานี ซึ่งจะมีผู้ประกอบการขายเข้าร่วมออกบูธ 3,300 ราย และผู้เข้าร่วมจากทั่วโลกมากกว่า 140,000 คน 

2. กิจกรรมส่งเสริมการขายผลไม้ใน 7 เมืองหลักของจีนในโครงการ Thai Tropical Fruits Golden Months ได้แก่ เซี่ยงไฮ้ เซี่ยเหมิน หนานหนิง เฉิงตู ชิงเต่า กวางโจว และ คุนหมิง

3. ในปี 2569 ได้เพิ่มการจัดกิจกรรม Thai Tropical Fruits Golden Months ในแถบภาคตะวันตกของประเทศจีนซึ่งเป็นตลาดใหม่ของผลไม้ไทยอีก 3 เมือง ได้แก่ 1. นครหยินชวน เขตปกครองตนเองหนิงเซี่ยหุย
2. เมืองยวี่ซี มณฑลยูนนาน 3. เมืองอูรุมชี เขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ และเมืองรองอื่นๆ 8 แห่งได้แก่
เมืองหนานชาง มณฑลเจียงซี เมืองไป่เช่อ เมืองหลิ่วโจว เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง เมืองฉางซา มณฑลหูหนาน เมืองซัวเถา มณฑลกวางตุ้ง เมืองหางโจว มณฑลเจ้อเจียง เมืองเจิ้งโจว มณฑลเหอหนานและเมืองต้าเหลียน มณฑลเหลียวหนิง 

4. การจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายผลไม้ร่วมกับห้างสรรพสินค้าในประเทศเกาหลีใต้ อินเดีย และ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ 

5. การขายสินค้าผลไม้สดและแปรรูปออนไลน์ร่วมกับแพลตฟอร์มพันธมิตรทั่วโลกภายใต้ชื่อ Thaitrade.com และ TOPTHAI ได้แก่ Amazon (US) Tmall (จีน) PUPU (จีน) Rakuten (ญี่ปุ่น) Letstango (UAE) HKTVmall (ฮ่องกง) และ Bigbasket (อินเดีย)

สำหรับการดำเนินการตามมาตรการและกิจกรรมดังกล่าว มีเป้าหมายที่จะผลักดันการส่งออกผลไม้ของไทยให้ได้สูงกว่าปีที่ผ่านมาร้อยละ 5 ซึ่งจะมีมูลค่าการส่งออกผลไม้ไทยถึง 179,000 ล้านบาท

ขณะที่ทุเรียนที่มีการคาดการณ์ว่าในปีนี้จะมีผลผลิตมากกว่า 2 ล้านตัน หรือประมาณ 33% นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า ได้วางแผนร่วมมือกับทุกภาคส่วน ทั้งห้างค้าส่งค้าปลีก ตลาดกลาง ตลาดสด แพลตฟอร์มออนไลน์ และผู้ประกอบการเอกชน เพื่อเร่งกระจายผลผลิตและสร้างช่องทางจำหน่ายให้เกษตรกรตั้งแต่ต้นฤดูกาล โดยได้เดินหน้ากลยุทธ์การตลาดเชิงรุก ไม่รอให้ผลผลิตออกกระจุกตัว เร่งจัดกิจกรรมส่งเสริมการบริโภคอย่างต่อเนื่อง ตั้งเป้าระบายผลผลิตด้วยการสนับสนุนการบริโภคในประเทศมากกว่า 500,000 ตัน เพื่อช่วยพยุงราคาและสร้างกำลังซื้อในตลาด ซึ่งขณะนี้เริ่มเห็นสัญญาณเชิงบวก โดยเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ราคาทุเรียนขยับเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 5-10 บาทต่อกิโลกรัม ทำให้ล่าสุดราคาปรับขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 145-155 บาท ถือเป็นข่าวดีของเกษตรกร รวมถึงผู้บริโภคที่จะเข้าถึงผลไม้คุณภาพในราคาที่เหมาะสม โดยทุเรียนที่ออกสู่ตลาดการันตีด้วยคุณภาพที่มีเนื้อดี รสชาติดี ไม่ว่าจะลูกใหญ่หรือเล็ก ดังนั้นจึงต้องเร่งสร้างการรับรู้และเปิดโอกาสให้ทั้งคนไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติได้ลิ้มลองทุเรียนคุณภาพจากสวนทุเรียนไทย อีกทั้งยังเตรียมประชาสัมพันธ์ผลไม้ไทยในพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญ ภายใต้แนวคิด “Thailand : The Land of Tropical Fruits” เพื่อสื่อสารไปยังนักท่องเที่ยวและผู้บริโภคทั้งชาวไทยและต่างชาติ พร้อมผลักดันให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางด้านผลไม้เมืองร้อนคุณภาพของโลก

ด้านนางศิริพร เดชสิงห์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานความยั่งยืนและสื่อสารองค์กร CP Axtra กล่าวว่า “แม็คโคร–โลตัส” พร้อมเป็นตัวกลางเชื่อมโยงระหว่างเกษตรกรและผู้บริโภค โดยปีนี้ตั้งเป้ารับซื้อทุเรียนจากเกษตรกรเพิ่มขึ้นถึง 3 เท่า จากปีก่อนที่รับซื้อประมาณ 22,000 ตัน เฉพาะทุเรียน และหากรวมผลไม้ทุกชนิดอยู่ที่ประมาณ 30,000 ตัน เพื่อช่วยกระจายผลผลิตและเพิ่มช่องทางตลาดให้เกษตรกรไทย ซึ่งห้างแมคโคร และ โลตัส ได้จัดงาน “Let’s Dorian อร่อย หวานมัน ไม่ต้องลุ้น” จัดบุฟเฟ่ต์ทุเรียนและผลไม้ภาคตะวันออก ส่งตรงจากสวน ให้ผู้บริโภคได้เลือกทานแบบไม่อั้น พร้อมบริการ “เคาะ เจาะ ชั่ง ปอก” รับประกันความอร่อย ในราคา 599 บาทต่อคน นอกจากนี้ยังได้ร่วมมือกับกรมการค้าภายใน เชื่อมโยงซื้อขายผลไม้ผ่านตลาดข้อตกลง โดยใช้สัญญาข้อตกลงมาตรฐานของกรมการค้าภายใน รวมปริมาณรับซื้อกว่า 2,110 ตัน มูลค่ากว่า 70 ล้านบาท ในช่วงเดือนตุลาคม 2568 – เมษายน 2569 ครอบคลุมผลไม้และสินค้าเกษตรหลากหลายชนิด อาทิ ส้มเขียวหวาน กล้วย อโวคาโด ฝรั่ง ละมุด มะม่วง ผักสลัด ส้มโอ แตงโม กระท้อน ฟักทอง หอมแดง กระเทียม หอมหัวใหญ่ ลิ้นจี่ มังคุด ลองกอง เงาะ และมะละกอ เป็นต้น

ข่าวที่เกี่ยวข้อง