นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่กำชับและติดตามการแก้ไขปัญหากรณีการบุกรุกพื้นที่สาธารณะหาดบางเทา ตำบลเชิงทะเล อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต เมื่อนายกรัฐมนตรีเดินทางถึงมีประชาชนยื่นขอความช่วยเหลือ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้มาด้วยความเป็นห่วงหลังจากได้รับรายงานว่าประชาชนถูกคุกคามจากพวกคนไม่ดี ซึ่งจะไม่เรียกพวกนี้ว่าเป็นผู้มีอิทธิพล ยืนยันว่าภายใต้รัฐบาลนี้จะไม่ให้มีใครมาคุกคามประชาชน จึงขออย่าเกรงกลัวคนเหล่านี้ ถ้ามีคนเหล่านี้เข้ามาในพื้นที่ มาข่มเหงรังแกข่มขู่คุกคาม ให้แจ้งนายอำเภอ นายกองค์การบริหารส่วนตำบล กำนัน ตำรวจ ซึ่งกำชับว่าจะต้องไม่ปล่อยปละละเลย หากพบจะดำเนินการตามอำนาจหน้าที่อย่างเด็ดขาด พร้อมย้ำว่า รัฐบาลให้ความสำคัญ 2 เรื่อง ได้แก่ การไม่ยอมให้มีผู้มีอิทธิพลหรือการใช้อำนาจนอกกฎหมาย และการปกป้องประชาชน โดยเฉพาะผู้ที่อ่อนแอ ไม่ให้ถูกข่มเหงรังแก
ส่วนกรณีมีการนำพื้นที่สาธารณะหรือพื้นที่ของรัฐไปปล่อยเช่าเพื่อประกอบกิจการร้านอาหาร หรือสิ่งปลูกสร้างต่างๆ โดยไม่ได้รับอนุญาต ถือเป็นการกระทำผิดกฎหมาย ซึ่งภาครัฐจำเป็นต้องดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ทั้งในส่วนของผู้ที่ไม่มีสิทธิครอบครองพื้นที่ แต่กลับนำไปให้ผู้อื่นเช่า รวมถึงผู้ที่หลอกลวงประชาชนให้ทำสัญญาเช่า อาจเข้าข่ายความผิดทั้งทางอาญาและทางแพ่ง อย่างไรก็ตาม รัฐบาลจะพิจารณาให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ประกอบการหรือประชาชนที่เช่าพื้นที่โดยสุจริต และได้รับผลกระทบจากการจัดระเบียบ โดยจะเร่งหาแนวทาง ให้สามารถประกอบอาชีพและทำมาหากินต่อไปได้ ภายใต้กรอบของกฎหมายและไม่กระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ
ทั้งนี้ได้มอบหมายให้ นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นผู้ประสานงานดำเนินการในเรื่องนี้ ประสานงานกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กำกับดูแลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พร้อมสั่งการให้ผู้อำนวยการศูนย์ป่าไม้ภูเก็ต ยึดถือความถูกต้องตามกฎหมายและเปิดโอกาสให้ประชาชนมีรายได้เป็นหลัก โดยต้องไม่ผิดกฎหมาย ไม่ผิดรัฐธรรมนูญ ยืนยันจะหาทุกช่องทางภายใต้กฎหมายที่มีอยู่ แก้ไขปัญหาให้กับประชาชน อย่างไรก็ตามประชาชนต้องไม่สนับสนุนกลุ่มคนที่กระทำผิด และขอให้นำหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับคนทำผิดทั้งหมดมาให้นายอำเภอ ให้เจ้าหน้าที่รัฐ เพราะการกระทำดังกล่าวเป็นการเอาเปรียบประชาชน เพื่อจะได้มีหลักฐานแก้ไขปัญหาตามกฎหมาย ช่วยเหลือทุกคนได้อย่างเต็มที่ ทำให้หาดบางเทาเป็น Sandbox ในการแก้ปัญหาบุกรุกพื้นที่สาธารณะ เพื่อให้ประชาชนสามารถทำมาหากินได้ พื้นที่ของรัฐหรือที่สาธารณประโยชน์ หากไม่มีแผนพัฒนาหรือทำอะไรขอให้นำมาให้ประชาชนใช้ประโยชน์ ตามระเบียบและช่องทางวิธีการตามกฎหมาย
ด้านนายวรศิษฎ์ กล่าวว่า ทุกคนจะต้องยึดถือกติการ่วมกัน เคารพซึ่งกันและกัน และการเคารพธรรมชาติ โดยจะรับฟังข้อมูลจากทั้งภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อร่วมกันหาข้อเท็จจริงและแนวทางแก้ไขปัญหาที่เหมาะสม ทั้งเรื่องข้อกฎหมายและการประกอบอาชีพของประชาชน พร้อมย้ำว่าจะไม่ยอมให้มีการแอบอ้างอิทธิพลหรือใช้อำนาจนอกกฎหมาย และขอให้ทุกฝ่ายดำเนินการภายใต้กรอบกฎหมายอย่างถูกต้อง
หลังเสร็จสิ้นภารกิจที่จังหวัดภูเก็ต นายกรัฐมนตรี ได้นำคณะขึ้นรถบัสปรับอากาศ Smile Bus เดินทางไปยังท่าอากาศยานนานาชาติภูเก็ต ซึ่งการเดินทางโดยรถ EV Smart Bus อบจ.ภูเก็ต ในลักษณะ Carpool เป็นการรณรงค์การใช้ยานพาหนะร่วมกัน ลดการใช้พลังงาน ซึ่งรถบัส 1 คันสามารถใช้โดยสารได้เป็นจำนวนมาก และยังช่วยลดปัญหาการจราจร ทำให้การสัญจรระหว่างสถานที่ต่าง ๆ เป็นไปโดยสะดวก ทั้งนี้ ในระหว่างที่นายกรัฐมนตรีนั่งบนรถบัสได้ให้นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต บรรยายและรายงานถึงบริเวณพื้นที่ต่างๆ ตามเส้นทางที่รถบัสผ่าน เพื่อติดตามการขับเคลื่อนภารกิจของรัฐบาลและกระทรวงมหาดไทยในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต รับฟังสภาพปัญหา เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนได้อย่างทันท่วงทีและยั่งยืน
สำหรับรถ EV Smart Bus อบจ.ภูเก็ต ในขณะนี้เปิดให้บริการในหมวด 1 จำนวน 3 เส้นทางในเขตอำเภอเมืองภูเก็ต สายที่ 1 จากสะพานหินไปเซ็นทรัลภูเก็ต สายที่ 2 จากท่าเรืออ่าวฉลองมาห้างสรรพสินค้าซุปเปอร์ชีป และ สายที่ 3 จากท่าเรือรัษฎาไปสวนน้ำอันดามันดา ราคา 15 บาทตลอดสาย สำหรับนักเรียน นักศึกษา ผู้สูงอายุ พระภิกษุสงฆ์ และคนพิการ ไม่เสียค่าใช้จ่าย
นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยนายราชัน มีน้อย ผู้ว่าราชการจังหวัดระนอง ตํารวจสถานีตำรวจภูธรภาค 8 กำลังทหารจากกองทัพภาคที่ 4 และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ลงพื้นที่บริเวณโกดังในพื้นที่ ตำบลบางริ้น อำเภอเมือง จังหวัดระนอง หลังได้รับแจ้งเบาะแสว่ามีการลักลอบเก็บสินค้านำเข้าจากต่างประเทศโดยไม่ผ่านพิธีศุลกากร จากการลงพื้นที่ตรวจสอบพบว่าโกดังเป็นของบริษัท 168 ทรานสปอร์ต โลจิสติกส์ จำกัด พบสินค้าจำนวนมาก อาทิ อุปกรณ์เครื่องจักรกล เครื่องใช้ไฟฟ้า และวัสดุอุปกรณ์จากต่างประเทศ รวมมูลค่ากว่า 50 ล้านบาท ระบุต้นทางผลิตจากต่างประเทศ แต่ไม่พบเอกสารการนำเข้าหรือหลักฐานการชำระภาษีศุลกากรมาแสดงต่อเจ้าหน้าที่ เบื้องต้นพื้นที่โกดังดังกล่าวมีชื่อผู้เช่าคือนาย HTIN KYAW KO KO สัญชาติเมียนมา อายุ 22 ปี ซึ่งปัจจุบันพักอาศัยอยู่ในพื้นที่จังหวัดเกาะสอง ประเทศเมียนมา ขณะที่วันเข้าตรวจสอบไม่พบผู้แสดงตนเป็นเจ้าของหรือผู้ดูแลสินค้า และไม่สามารถติดต่อผู้เช่าพื้นที่ได้
นายกรัฐมนตรี ระบุว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการปราบปรามการลักลอบนำเข้าสินค้าผิดกฎหมาย พร้อมกำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริง ขยายผลหาผู้เกี่ยวข้องทั้งขบวนการ และดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้ตรวจยึดและอายัดสินค้าทั้งหมดไว้ตรวจสอบ พร้อมลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมายต่อไป








