กทม. เริ่มนำเทคโนโลยี ระบบควบคุมแบบ 3 มิติ (3D Control System) มาใช้ในการปูผิวจราจรแอสฟัลต์ (ลาดยาง) เป็นครั้งแรกในประเทศไทย 🇹🇭เพื่อแก้ปัญหาถนนเป็นคลื่นและน้ำขังอย่างยั่งยืนตามหลักวิศวกรรมสมัยใหม่
ทำไมต้องปูถนนระบบ 3D หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมปูถนนใหม่แล้วยังเป็นคลื่น นั่นเป็นเพราะการปูแบบเดิม “ผิวใหม่จะล้อไปตามผิวเดิม” ถ้าพื้นเดิมขรุขระ ของใหม่ก็มักจะขรุขระแต่ระบบ 3D จะเข้ามาเปลี่ยนเรื่องนี้
- ออกแบบใหม่หมด: ไม่ได้ปูทับไปเฉยๆ แต่สแกนเพื่อคำนวณค่าความลาดเอียงและระดับใหม่ทั้งหมด
- แม่นยำสูง: ใช้หุ่นยนต์และเลเซอร์ควบคุมเครื่องปูยางให้ทำงานตามแบบจำลอง 3 มิติ
- แก้ปัญหาน้ำขัง: ออกแบบทางระบายน้ำบนผิวถนนให้ถูกต้องตามหลักวิศวกรรม 3 ขั้นตอน ป้องกันถนนคลื่น-แอ่งน้ำ
- สแกน (Scan): ใช้ 3D Laser Scanning ตรวจสอบพื้นผิวเดิมอย่างละเอียดเพื่อหาจุดที่เป็นแอ่งหรือเอียงผิดรูป
- ออกแบบ (Design): วิศวกรสร้างแบบจำลอง 3 มิติใหม่ เพื่อกำหนดระดับความเรียบและจุดระบายน้ำที่เหมาะสมที่สุด
- ปูผิว (Pave): ส่งข้อมูลเข้าเครื่องปูยาง โดยมีกล้อง Robotic Total Station คุมระดับ “เตารีด” ของเครื่องปูให้เรียบตามแบบที่วางไว้
ดีต่อคนใช้ถนนอย่างไร
- ขับขี่ปลอดภัย: ถนนเรียบยิ่งขึ้น สามารถปรับค่าซูเปอร์อีเลเวชั่น (Super-elevation) ความลาดเอียงทางโค้งถูกต้องตามหลักวิศวกรรม เพื่อรถเกาะถนนดีขึ้นโดยเฉพาะทางโค้ง ลดอุบัติเหตุ
- ทนทานกว่าเดิม: เมื่อผิวถนนได้ระดับที่ถูกต้อง การกระจายน้ำหนักของรถจะสม่ำเสมอ ลดการเกิดหลุมบ่อในอนาคต
- ตรวจสอบได้: หลังงานเสร็จจะมีการสแกนซ้ำเพื่อวัดค่าความเรียบสากล (IRI) ให้มั่นใจว่าได้คุณภาพตามมาตรฐาน
เริ่มนำร่องแล้ว: บนสะพานข้ามแยกคลองตัน, สะพานข้ามแยกลำสาลี และทางยกระดับบรมราชชนนี ก่อนจะขยายผลไปสู่ถนนสายหลักทั่วกรุงเทพฯ ต่อไป








