ศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) กรมชลประทาน ติดตามสถานการณ์น้ำและสภาพอากาศอย่างใกล้ชิด พบปริมาณฝนสะสมของประเทศ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 17 พฤษภาคม 2569 มีปริมาณฝนรวม 212.4 มิลลิเมตร ต่ำกว่าค่าปกติ 78.8 มิลลิเมตร โดยหลายภูมิภาคยังมีปริมาณฝนต่ำกว่าค่าปกติ โดยเฉพาะภาคใต้ฝั่งตะวันออกต่ำกว่าค่าปกติร้อยละ 49 และภาคกลาง ต่ำกว่าค่าปกติร้อยละ 41 เพื่อเตรียมรับมือสถานการณ์ที่อาจส่งผลกระทบต่อประชาชนและเกษตรกร จึงได้ติดตามสถานการณ์ฝนและน้ำท่าต่อเนื่อง พร้อมวางแผนบริหารจัดการน้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุด สอดคล้องกับสภาพอากาศและปริมาณฝนที่อาจเปลี่ยนแปลงตลอดฤดูกาล เพื่อลดผลกระทบต่อประชาชนในทุกพื้นที่ต่อไป ควบคู่กับการเตรียมพร้อมด้านเครื่องจักร – เครื่องมือ ช่วยเหลือพื้นที่เสี่ยงอุทกภัยช่วงฤดูฝน รวมทั้งปฏิบัติตามมาตรการรับมือฤดูฝนปีนี้อย่างเคร่งครัด เพื่อบรรเทาผลกระทบที่จะเกิดกับประชาชนให้ได้มากที่สุด
ขณะที่ สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำรวมกันประมาณ 43,621 ล้านลูกบาศก์เมตร สามารถรับน้ำได้อีก 33,133 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยเฉพาะ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา ประกอบด้วย เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ มีปริมาณน้ำรวม 13,483 ล้านลูกบาศก์เมตร สามารถรับน้ำได้อีก 11,388 ล้านลูกบาศก์เมตร สำหรับสถานการณ์น้ำลุ่มเจ้าพระยา บริเวณสถานีวัดน้ำ C.2 จ.นครสวรรค์ มีปริมาณน้ำไหลผ่าน 563 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที สมทบกับปริมาณน้ำจากแม่น้ำสะแกกรังและลำน้ำสาขาแล้ว มีปริมาณน้ำสำหรับบริหารจัดการเหนือเขื่อนเจ้าพระยา 577 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที แบ่งรับน้ำเข้าระบบชลประทานไปยังพื้นที่ต่างๆ คือ ฝั่งตะวันออก 189 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีวินาที ฝั่งตะวันตก 258 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีวินาที คงเหลือน้ำที่ระบายผ่านเขื่อนเจ้าพระยาในอัตรา 130 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีวินาที และจะคงอัตราดังกล่าวต่อเนื่อง ซึ่งยังไม่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ด้านท้ายน้ำ








