นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้สั่งการให้กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) พิจารณากรณีข้อเสนอแนะจากนายสืบกุล กิจนุกร อาจารย์ประจำสำนักวิชานวัตกรรมสังคม สาขาการพัฒนาระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง กรณีปัญหาแม่น้ำกก – แม่น้ำสาย – แม่น้ำรวก – แม่น้ำโขง” ปนเปื้อนสารโลหะหนักจากเหมืองแร่จีนในเมียนมา ให้ คพ. กลับไปตรวจสารโลหะหนักในน้ำและตะกอนดินในจุดชายแดนไทย – เมียนมา บริเวณบ้านแก่งตุ๋ม ที่เคยเป็นจุดตรวจแม่น้ำกกหมายเลข 1 ตามเดิม เนื่องจากเป็นการพิสูจน์ยืนยันว่าสารโลหะหนักมาจากประเทศเมียนมา ทั้งนี้ ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2568 เป็นต้นมา คพ. ตัดจุดตรวจออกไป โดยให้เหตุผลมีความยากลำบากในการเข้าถึงพื้นที่ ซึ่งเป็นเขตแดนประเทศไทยและทหารพร้อมอำนวยความสะดวกนำเจ้าหน้าที่เดินทางไปเก็บตัวอย่างน้ำและตะกอนดินอยู่แล้ว และให้ คพ.ขยายจุดตรวจสารโลหะหนักในน้ำและตะกอนดินแม่น้ำโขง ที่อำเภอเชียงของและเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย เพื่อให้มีข้อมูลครอบคลุมแม่น้ำโขงตลอดช่วงที่ไหลผ่านประเทศไทย
ทั้งนี้ ได้มอบหมายสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 ซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ดังกล่าวได้พิจารณาและได้รับการชี้แจงมาว่า จุดตรวจแรก (เดิม) อยู่ห่างจากชายแดนประมาณ 200 – 400 เมตร ปัจจุบันปรับมาที่สะพานท่าตอน ระยะห่างจากชายแดนประมาณ 4.7 กิโลเมตร เนื่องจากจุดเก็บเดิมเป็นแก่ง โขดหิน หากกระแสน้ำแรงหรือน้ำหลากอาจก่อให้เกิดอันตราย โดยเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานประสบอุบัติเหตุมาแล้วหลายครั้ง คนขับเรือกังวลจะเกิดอุบัติเหตุ เพราะต้องขับเรือต้านกระแสน้ำอยู่กับที่ และการเก็บตัวอย่างน้ำ ตะกอนดินทุกครั้ง เรือจะต้องเดินเครื่องตลอดสู้กระแสน้ำ เพื่อให้อยู่นิ่งให้เจ้าหน้าที่เก็บตัวอย่างน้ำและเก็บตะกอนดิน ซึ่งใช้เวลาประมาณ 15 – 30 นาทีต่อการเก็บ หากน้ำไหลแรงเชี่ยว จะทำให้เกิดการคว่ำล่มได้ ดังนั้น จึงมีจุดทดแทน คือ สะพานท่าตอน ตลอดระยะ 4.7 เมตร ไม่มีปัจจัยอื่น เช่น เหมือง การเปลี่ยนแปลงหน้าดิน ไม่มีชุมชนขนาดใหญ่ มีร่องน้ำเล็กๆ (น้ำไหลเฉพาะช่วงหน้าฝน) ในทางวิชาการคุณภาพน้ำไม่มีผลจากร่องนี้
สำหรับข้อเสนอแนะให้มีจุดเก็บตัวอย่างที่ภาคประชาชนเสนอให้เก็บในแม่น้ำโขง อำเภอเชียงของ อำเภอเวียงแก่นก่อนเข้า สปป.ลาว นั้น สคพ.1 ได้เพิ่มแล้วในรอบเดือนเมษายนและพฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่ง สคพ.1 ได้แจ้ง นายสืบกุลฯ ได้รับทราบแล้วด้วย จึงต้องขอขอบคุณที่ให้ข้อเสนอแนะมาทางกระทรวงยินดีจะรับฟังและนำมาพิจารณาปรับปรุงให้การปฏิบัติงานเกิดประโยชน์ในการแก้ปัญหาร่วมกัน








