“ปลายสาน” ไม้ป่าทรงคุณค่า กระจายพันธุ์ทุกภาคทั่วไทย สรรพคุณทางยา ใบนำมาเคี้ยวบรรเทาอาการไอ แก้อาการปวดท้อง ท้องเสีย

.“ปลายสาน” พรรณไม้ป่าพื้นเมืองที่เปี่ยมด้วยคุณค่าทางระบบนิเวศและมีสรรพคุณทางยาตามตำรายาพื้นบ้าน เพื่อสร้างความตระหนักรู้และส่งเสริมให้ประชาชนร่วมกันอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพของไทย

สำหรับ “ปลายสาน” หรือที่นักพฤกษศาสตร์รู้จักในชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Eurya cerasifolia (D.Don) Kobuski เป็นพืชที่จัดอยู่ในวงศ์ Pentaphylacaceae มีลักษณะทางพฤกษศาสตร์เป็นไม้พุ่ม หรือไม้ต้นที่มีความสูงได้ถึง 15 เมตร เอกลักษณ์เด่นอยู่ที่บริเวณตาที่ยอดจะมีขนยาว รวมถึงมีขนสั้นนุ่มขึ้นปกคลุมตามก้านใบ แผ่นใบด้านล่าง ก้านดอก และกลีบเลี้ยงด้านนอก ใบมีรูปทรงขอบขนาน รูปใบหอก หรือแกมรูปไข่ ปลายใบแหลมยาวคล้ายหาง ดอกออกเป็นกระจุกขนาดเล็กประมาณ 1–3 ดอก มีกลีบดอกรูปไข่กลับและเกสรเพศผู้จำนวน 15–20 อัน ส่วนผลมีลักษณะกลมขนาดเล็ก

ในแง่ของการกระจายพันธุ์ในธรรมชาติ พรรณไม้ชนิดนี้สามารถเติบโตและปรับตัวได้ดีในป่าดิบแล้งและป่าดิบเขา โดยในประเทศไทยสามารถพบได้ในทุกภาคทั่วประเทศ ตั้งแต่พื้นที่ราบไปจนถึงระดับความสูงประมาณ 2,100 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล นอกจากนี้ยังมีเขตการกระจายพันธุ์ที่กว้างขวางในต่างประเทศ อาทิ อินเดีย ภูฏาน เนปาล ศรีลังกา พม่า จีนตอนใต้ เวียดนาม คาบสมุทรมลายู สุมาตราและชวา

นอกจากคุณประโยชน์ต่อระบบนิเวศป่าไม้แล้ว ปลายสานยังเป็นสมุนไพรในภูมิปัญญาพื้นบ้านที่ผูกพันกับวิถีชีวิตชุมชนมาอย่างยาวนาน โดยมีสรรพคุณทางยาที่สำคัญคือ ใบสามารถนำมาเคี้ยวเพื่อบรรเทาอาการไอ แก้อาการปวดท้อง ท้องเสียและโรคบิด ด้วยการกระจายพันธุ์ที่ครอบคลุมทั่วประเทศ ทำให้พืชชนิดนี้มีชื่อเรียกท้องถิ่นที่หลากหลายตามภูมิภาคและชาติพันธุ์ โดยมีชื่อพ้องทางพฤกษศาสตร์ เช่น Diospyros cerasifolia D.Don หรือ Eurya acuminata DC. และมีชื่อเรียกอื่นๆ เช่น ขี้ใต้ ในจังหวัดปัตตานี, ขี้หนอน หรือ รังไก่ ในภาคตะวันออกเฉียงใต้, โงกด๋าฉง หรือ ลูกถ่อง ในจังหวัดตรัง, ตับไส้ แพปั้นจั่น ยิงยอย แฮพันจั้น หรือ เส่ฌะหย่า (ภาษากะเหรี่ยง) ในจังหวัดเชียงใหม่ รวมไปถึงสร้อยนกเขา ในจังหวัดตราด

ข่าวที่เกี่ยวข้อง