นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า แม้สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะยังเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อเศรษฐกิจโลก ทั้งด้านราคาพลังงาน ต้นทุนขนส่ง และห่วงโซ่อุปทานระหว่างประเทศ แต่กระทรวงอุตสาหกรรมยังเชื่อมั่นว่าภาคอุตสาหกรรมไทยในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 จะสามารถขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง
กระทรวงอุตสาหกรรมคาดการณ์ว่า ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) และผลิตภัณฑ์มวลรวมภาคอุตสาหกรรม (Industrial GDP) ในช่วงครึ่งหลังของปี จะขยายตัวร้อยละ 1.5-2.0 ขณะที่ภาพรวมทั้งปีคาดว่าจะเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 1.0-2.0 จากแรงสนับสนุนของการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ การบริโภคภายในประเทศ และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ
หนึ่งในปัจจัยสำคัญ คือ โครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ที่ดำเนินการระหว่างวันที่ 1 มิถุนายน – 30 กันยายน 2569 ซึ่งช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ ส่งผลให้ความต้องการสินค้าอุปโภคบริโภค โดยเฉพาะกลุ่มอาหาร เครื่องดื่ม และสินค้าเกษตรแปรรูป เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ช่วยหนุนกำลังการผลิตและการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลัง
วิกฤตพลังงานที่เกิดขึ้นทั่วโลกอาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่เร่งให้ภาคการผลิตไทยปรับตัวสู่เทคโนโลยีสมัยใหม่และพลังงานสะอาดมากขึ้น โดยอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพเติบโต ได้แก่ ยานยนต์ไฟฟ้า (xEV) อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง เทคโนโลยีดิจิทัล ศูนย์ข้อมูล (Data Center) ที่ได้รับอานิสงส์จากการเติบโตของ AI รวมถึงอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF) และอุตสาหกรรมเหล็ก
ทั้งนี้ กระทรวงอุตสาหกรรมยังเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบาย One Mind ที่มุ่งยกระดับการแก้ไขปัญหาให้ประชาชน ปรับปรุงกฎหมายและขั้นตอนอนุญาตให้มีความคล่องตัว ส่งเสริมอุตสาหกรรมแห่งอนาคต และผลักดันอุตสาหกรรมสีเขียวควบคู่พลังงานสะอาด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อภาคธุรกิจและการลงทุน
อย่างไรก็ตาม กระทรวงอุตสาหกรรมยังคงติดตามสถานการณ์ในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด เนื่องจากอุตสาหกรรมปิโตรเคมี พลาสติก และปุ๋ยเคมี ยังคงได้รับผลกระทบจากความผันผวนของราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ แต่ในอีกด้านหนึ่งก็ถือเป็นโอกาสสำคัญในการเร่งเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมพลังงานสะอาด เทคโนโลยีขั้นสูง และเศรษฐกิจสีเขียว เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว








