ครม. เห็นชอบขยายมาตรการภาษีอิเล็กทรอนิกส์ถึงสิ้นปี 70 อำนวยความสะดวก ลดต้นทุน ภาคธุรกิจ

คณะรัฐมนตรี เห็นชอบหลักการร่างกฎหมายรวม 2 ฉบับ ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ ได้แก่ 1. ร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. … เพื่อขยายระยะเวลามาตรการภาษีส่งเสริมระบบภาษีอิเล็กทรอนิกส์ จากเดิมที่สิ้นสุดเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2568 ออกไปจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2570 เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Transformation) ลดภาระต้นทุนผู้ประกอบการ และส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการบริหารจัดการภาษีอย่างมีประสิทธิภาพโดยมาตรการดังกล่าวประกอบด้วยการขยายสิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับการลงทุนและการใช้บริการระบบ e-Tax Invoice (ใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์) & e-Receipt (ใบรับ/ใบเสร็จรับเงินอิเล็กทรอนิกส์) และ e-Withholding Tax (ระบบการหักภาษี ณ ที่จ่ายแบบอิเล็กทรอนิกส์) โดยบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลสามารถนำรายจ่ายที่เกี่ยวข้องมาหักลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคลได้เป็นจำนวน 2 เท่า ของรายจ่ายจริง ทั้งในส่วนของการลงทุนระบบซอฟต์แวร์ อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ระบบจัดเก็บข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ค่าบริการจากผู้ให้บริการระบบภาษีอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงเพิ่มสิทธิประโยชน์ใหม่สำหรับค่าใช้จ่ายในการตรวจประเมินระบบสารสนเทศของผู้ให้บริการ (Service Provider) ที่ต้องจ่ายให้แก่สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) เพื่อยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยและความน่าเชื่อถือของระบบดิจิทัลภาครัฐ

2. ร่างกฎกระทรวง ฉบับที่ .. (พ.ศ. …) ออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยภาษีเงินได้ ซึ่งมีสาระสำคัญเป็นการขยายระยะเวลามาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมการใช้ระบบภาษีหัก ณ ที่จ่ายอิเล็กทรอนิกส์  (e-Withholding Tax) ที่สิ้นสุดมาตรการฯ เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2568 โดยลดอัตราภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ผ่านระบบ e-Withholding Tax ต่อไปจนถึง วันที่ 31 ธันวาคม  2570 โดยลดอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายจากเดิมร้อยละ 5 ร้อยละ 3 และร้อยละ 2 เหลือเพียง ร้อยละ 1 สำหรับการจ่ายเงินได้พึงประเมินผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์แก่บุคคลธรรมดาและนิติบุคคล เช่น ค่าเช่า ค่านายหน้า ค่าลิขสิทธิ์ ค่าจ้างทำของ ค่าบริการ และวิชาชีพอิสระ เป็นต้น ช่วยเพิ่มสภาพคล่องให้ภาคธุรกิจและลดภาระด้านเอกสารในการดำเนินงาน

ปัจจุบันกรมสรรพากรได้เปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้ามาเป็นผู้ให้บริการจัดทำและนำส่งข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ (Service Provider) มากขึ้น โดยขณะนี้มีผู้ให้บริการระบบ e-Tax Invoice & e-Receipt แล้ว 23 ราย ผู้ให้บริการ e-Filing (ระบบยื่นภาษีออนไลน์) 1 ราย และผู้ให้บริการ e-Stamp Duty (การชำระอากรแสตมป์เป็นตัวเงินผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์) 5 ราย ซึ่งช่วยอำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมที่อาจยังมีข้อจำกัดในการพัฒนาระบบดิจิทัลด้วยตนเอง ทั้งนี้ กระทรวงการคลังคาดว่ามาตรการดังกล่าวจะทำให้รัฐสูญเสียรายได้จากภาษีเงินได้นิติบุคคลประมาณ 66 ล้านบาทตลอดระยะเวลา 2 ปี แต่จะช่วยเพิ่มสภาพคล่องให้ภาคธุรกิจผ่านมาตรการ e-Withholding Tax ได้ประมาณ 27,000 ล้านบาทต่อปี พร้อมทั้งลดต้นทุนการดำเนินงาน เพิ่มความสะดวกในการเสียภาษี ส่งเสริมการใช้เอกสารอิเล็กทรอนิกส์ ลดการใช้กระดาษ และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

การขยายมาตรการภาษีครั้งนี้สอดคล้องกับนโยบายของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบราชการและภาคธุรกิจสู่ดิจิทัลอย่างครบวงจร อีกทั้งยังช่วยให้ผู้ประกอบการทุกขนาดเข้าถึงเทคโนโลยีด้านภาษีได้ง่ายขึ้น ลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจ และสนับสนุนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง