นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมคณะ เดินทางเยือนสหพันธรัฐรัสเซีย เพื่อเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน-รัสเซีย สมัยพิเศษ (ASEAN-Russia Commemorative Summit) ระหว่างวันที่ 16–19 มิถุนายน 2569 ในโอกาสครบรอบ 35 ปี ความสัมพันธ์อาเซียน-รัสเซีย โดยนายกรัฐมนตรี ได้เดินถึงเมืองคาซานเมื่อช่วงค่ำวันที่ 16 มิถุนายน 2569 ได้รับการต้อนรับจากผู้แทนระดับสูงของสหพันธรัฐรัสเซียและคณะจากสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงมอสโก พร้อมด้วยสุภาพสตรีในชุดประจำชาติได้มอบขนมปัง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งมิตรภาพ การต้อนรับด้วยความจริงใจ ความอุดมสมบูรณ์ และความปรารถนาดีต่อแขกผู้มาเยือน สะท้อนถึงไมตรีจิตและความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทยและรัสเซีย
นายกรัฐมนตรี เข้าร่วมงาน ASEAN-Russia Business Forum ร่วมกับนายเล มิญ ฮึง นายกรัฐมนตรีเวียดนาม และดาโตะ เซอรี อันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย พร้อมกล่าวปาฐกถาเน้นย้ำถึงศักยภาพของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางการเชื่อมโยงเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนระหว่างรัสเซียกับภูมิภาคอาเซียน พร้อมเชิญชวนภาคธุรกิจรัสเซียใช้ไทยเป็นฐานขยายโอกาสสู่ตลาดอาเซียนที่มีประชากรกว่า 700 ล้านคน โดยในปี 2569 ยังมีความสำคัญเป็นพิเศษ เนื่องจากเป็นวาระครบรอบ 35 ปีความสัมพันธ์อาเซียน-รัสเซีย ซึ่งตลอดระยะเวลาความร่วมมือได้พัฒนาอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางบริบทเศรษฐกิจโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ในขณะที่ไทยกำลังขับเคลื่อนการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและปฏิรูปกฎระเบียบเพื่อเปิดโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ ๆ ขณะที่มาตรการ FastPass Initiative มีส่วนช่วยให้ไทยสามารถดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI : Foreign Direct Investment) ได้สูงที่สุดในรอบ 10 ปีเมื่อปีที่ผ่านมา
นายกรัฐมนตรี ระบุว่า ไทยมีจุดแข็งทั้งในด้านอุตสาหกรรมอาหารและการเกษตร การท่องเที่ยว การแพทย์และสุขภาพ รวมถึงเศรษฐกิจสีเขียว ขณะเดียวกันยังเร่งลงทุนในอุตสาหกรรมดิจิทัล ศูนย์ข้อมูล (Data Center) การผลิตชิป และเซมิคอนดักเตอร์ เพื่อยกระดับขีดความสามารถทางเศรษฐกิจของประเทศ พร้อมกันนี้ได้เสนอแนวทางความร่วมมือทางเศรษฐกิจไทย-รัสเซีย ใน 3 ด้านสำคัญ ได้แก่
1. การเชื่อมโยง (Connectivity) ไทยมีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน ระบบโลจิสติกส์ ท่าเรือน้ำลึก เครือข่ายการบิน และการเชื่อมต่อทางดิจิทัล พร้อมทำหน้าที่เป็น “ประตูยุทธศาสตร์” เชื่อมภาคธุรกิจรัสเซียสู่ตลาดอาเซียนที่มีศักยภาพสูง และเดินหน้าพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลผ่านการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ระบบนิเวศนวัตกรรม และอุตสาหกรรมอัจฉริยะ ตลอดจนสนับสนุนกรอบความตกลงเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน (ASEAN Digital Economy Framework Agreement) ที่จะช่วยสร้างตลาดดิจิทัลที่เชื่อมโยง ปลอดภัย และครอบคลุมมากยิ่งขึ้น
2. การค้าและการลงทุน (Trade and Investment) เน้นย้ำถึงความสำคัญของการรักษาระบบการค้าพหุภาคี การกระจายตลาด และการเสริมสร้างความมั่นคงด้านอาหารและพลังงาน โดยรัสเซียมีศักยภาพด้านพลังงานในฐานะหนึ่งในผู้ผลิตก๊าซธรรมชาติรายใหญ่ของโลก ขณะที่ไทยเป็นหนึ่งในผู้ผลิตอาหารสำคัญของโลก สามารถเกื้อหนุนและต่อยอดความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างกันได้เป็นอย่างดี พร้อมยินดีต่อความสนใจที่เพิ่มขึ้นของนักลงทุนรัสเซียในประเทศไทย โดยเฉพาะในสาขาดิจิทัล เกษตรกรรม การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ นอกจากนี้ ไทยยังยึดมั่นต่อการสร้างสภาพแวดล้อมที่เปิดกว้าง เป็นมิตรต่อการดำเนินธุรกิจ และสามารถคาดการณ์ได้ เพื่อส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจ จึงให้ความสำคัญกับการเจรจาความตกลงการค้าเสรีระหว่างไทยกับสหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย (Thai-EAEU FTA) เพื่อเพิ่มโอกาสทางการค้าและการลงทุนในอนาคต
3. การแลกเปลี่ยนระดับประชาชน (People-to-People Exchanges) ไทยยินดีต้อนรับนักท่องเที่ยวรัสเซีย ที่มีประมาณ 2 ล้านคนต่อปี และพร้อมส่งเสริมความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและการแพทย์ รวมถึงการพัฒนาความร่วมมือด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์และวัฒนธรรม เพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและเสริมสร้างความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ
นอกจากนี้ ในปี 2570 ไทยและรัสเซียจะครบรอบ 130 ปีความสัมพันธ์ทางการทูต ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญในการต่อยอดความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างกัน โดยไทยพร้อมทำงานร่วมกับรัสเซียและประเทศสมาชิกอาเซียน เพื่อสร้างอนาคตที่เชื่อมโยงกันมากยิ่งขึ้น ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม และมีความเจริญรุ่งเรืองร่วมกันอย่างยั่งยืน
นายกรัฐมนตรี ยังได้พบกับผู้บริหารภาคเอกชนไทยในรัสเซีย 2 บริษัท ได้แก่ บริษัท CPF Russia จำกัด ดำเนินธุรกิจด้านอุตสาหกรรมเกษตร อาหารสัตว์ และการผลิตอาหาร และบริษัท วอริกซ์ สปอร์ต จำกัด (มหาชน) ดำเนินธุรกิจด้านการกีฬาและเสื้อผ้ากีฬา พร้อมย้ำว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับการทำงานร่วมกับภาคเอกชนในการแสวงหาโอกาสใหม่ทางการค้า การลงทุน และการขยายตลาดในภูมิภาคที่มีศักยภาพ รวมถึงต่อยอดความร่วมมือในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต อาทิ ดิจิทัล เทคโนโลยีสารสนเทศ ผลิตภัณฑ์สุขภาพ การท่องเที่ยว อุตสาหกรรมอาหาร และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ อีกทั้งการที่ชาวรัสเซียนิยมเดินทางมาท่องเที่ยวยังประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงความเชื่อมโยงอันใกล้ชิดระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ และโอกาสในการขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนาคต ยืนยันว่า รัฐบาลพร้อมสนับสนุนการขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างไทยกับรัสเซีย รวมถึงการผลักดันความร่วมมือกับสหภาพเศรษฐกิจยูเรเซีย (EAEU) เพื่อเพิ่มโอกาสทางการค้าและการลงทุนให้แก่ภาคเอกชนไทย และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของไทยในเวทีโลก อันจะนำไปสู่ประโยชน์และความกินดีอยู่ดีของประชาชนในระยะยาว
โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีได้เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทสมเด็จพระราชาธิบดีฮาจี ฮัซซานัล บลเกียะฮ์ มูอิซซัดดิน วัดเดาละฮ์ (His Majesty Sultan Haji Hassanal Bolkiah Mu’izzaddin Waddaulah) แห่งบรูไนดารุสซาลาม ยืนยันความมุ่งมั่นที่จะทำงานร่วมกับบรูไนอย่างใกล้ชิด เพื่อส่งเสริมความร่วมมือทวิภาคีในสาขาที่มีศักยภาพและเป็นประโยชน์ร่วมกัน ได้แก่
ด้านการเกษตร ไทยให้ความสนใจต่อการนำเข้าปุ๋ยจากบรูไนฯ เพิ่มมากขึ้น โดยจะมอบหมายให้นางศุภจี
สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ หารือกับฝ่ายบรูไนฯ ในรายละเอียดต่อไป
ด้านความมั่นคงทางอาหาร เน้นย้ำบทบาทของไทยในฐานะหุ้นส่วนที่เชื่อถือได้ของบรูไนฯ และแสดงความพร้อมในการส่งออกข้าวและสินค้าเกษตรคุณภาพของไทยไปยังบรูไนฯ เพิ่มมากขึ้น เพื่อสนับสนุนความมั่นคงทางอาหารระหว่างทั้งสองประเทศ
ด้านพลังงาน ทั้งสองฝ่ายต่างแสดงความมุ่งมั่นที่จะขยายความร่วมมือด้านความมั่นคงทางพลังงานระหว่างกันให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น
ด้านสาธารณสุข นายกรัฐมนตรียินดีส่งเสริมความร่วมมือด้านการแพทย์และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ โดยยกตัวอย่างความร่วมมือระหว่างโรงพยาบาลบีเอ็นเอชของไทยกับ Jerudong Park Medical Centre ของบรูไน ซึ่งครอบคลุมการพัฒนาศักยภาพบุคลากรทางการแพทย์และการส่งต่อผู้ป่วยให้เข้ารับการรักษาในประเทศไทย
ด้านการลงทุน ทั้งสองฝ่ายแสดงความยินดีต่อความคืบหน้าข้อตกลงเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนระหว่างไทยกับบรูไนฯ (Double Taxation Agreement) ซึ่งมีความพร้อมสำหรับการลงนามโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของทั้งสองประเทศในโอกาสอันใกล้ นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีได้เชิญชวนภาคเอกชนของบรูไนฯ เข้ามาลงทุนในประเทศไทยเพื่อสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจร่วมกันอย่างยั่งยืน








