“ประดับหินใบคาย” (Argostemma pulchellum Geddes) พืชล้มลุกขนาดเล็กในวงศ์เข็ม (Rubiaceae) ซึ่งมีความสำคัญในฐานะ “พืชถิ่นเดียวของไทย” (Endemic Species) ที่พบบนเกาะช้าง จังหวัดตราด อันเป็นแหล่งเก็บพรรณไม้ต้นแบบ (Type Specimen) สำคัญทางอนุกรมวิธานพืช
จากการศึกษาวิจัยโดยกลุ่มงานพฤกษศาสตร์ป่าไม้ ภายใต้คำแนะนำของ รศ. ดร.กิติเชษฐ์ ศรีดิษฐ ผู้เชี่ยวชาญพรรณไม้สกุล Argostemma พบว่า ประดับหินใบคายมีลักษณะทางพฤกษศาสตร์ที่โดดเด่นและจำเพาะ เจริญเติบโตเป็นไม้ล้มลุกขนาดเล็ก มีความสูงเพียง 5–15 เซนติเมตร ลำต้นปกคลุมด้วยขน หูใบมีลักษณะเป็นรูปสามเหลี่ยมขนาดเล็กมาก ยาวประมาณ 0.5–1 มิลลิเมตร ปลายแยกออกเป็น 2 แฉก ใบเป็นใบเดี่ยวเรียงชิดกันจำนวน 2 คู่ แผ่นใบรูปรีหรือรูปใบหอกกลับ มีความยาวได้ถึง 5 เซนติเมตร
ความน่าสนใจของพืชชนิดนี้อยู่ที่โครงสร้างดอก โดยจะออกดอกเป็นช่อคล้ายช่อซี่ร่ม ประกอบด้วยดอกย่อยตั้งแต่ 1–12 ดอก ก้านช่อดอกสั้น รองรับด้วยใบประดับรูปสามเหลี่ยม 2 ใบที่แยกจากกันชัดเจน ยาวประมาณ 1.5–2.5 เซนติเมตร ดอกมีสมมาตรตามรัศมี ก้านดอกยาว 0.3–1 เซนติเมตร โครงสร้างดอกส่วนต่างๆ แยกออกเป็น 5 ส่วน วงกลีบเลี้ยงมีสีเขียวและมีคุณสมบัติพิเศษคือจะขยายตัวใหญ่ขึ้นเมื่อเจริญเติบโตไปเป็นผล วงกลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นรูปดาวสีขาวสะอาดตา แฉกกลีบรูปใบหอกยาวประมาณ 5 มิลลิเมตร ในส่วนของโครงสร้างสืบพันธุ์ มีเกสรเพศผู้ 5 เกสร อับเรณูสีเหลืองยาวประมาณ 4.5 มิลลิเมตร เชื่อมติดกันเป็นทรงกรวยโดดเด่นและมีรูเปิดที่ปลาย ในขณะที่รังไข่มีขนขึ้นปกคลุมอย่างหนาแน่น ก้านยอดเกสรเพศเมียเรียวยาวรูปเส้นด้าย ส่วนปลายยอดเกสรมีลักษณะเป็นตุ่มเกลี้ยงสีขาวยื่นพ้นกลุ่มอับเรณูออกมาอย่างชัดเจน เมื่อปฏิสนธิแล้วจะให้ผลทรงกลมที่มีขนสั้นนุ่มปกคลุม
ในเชิงนิเวศวิทยาและการกระจายพันธุ์ นักพฤกษศาสตร์พบว่าประดับหินใบคายมีที่อยู่อาศัยที่เฉพาะเจาะจงมาก โดยจะเจริญเติบโตอยู่บนก้อนหินที่มีความชื้นสูงในผืนป่าดิบชื้น แถบภาคตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศไทย โดยเฉพาะในเขตพื้นที่จังหวัดระยองและจังหวัดตราด ตั้งแต่ระดับน้ำทะเลไปจนถึงความสูงประมาณ 30 เมตร โดยมีช่วงเวลาในการออกดอกและติดผลอยู่ระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงตุลาคมของทุกปี
การเผยแพร่ข้อมูลของประดับหินใบคายในครั้งนี้ นอกจากจะสะท้อนให้เห็นถึงความหลากหลายทางชีวภาพอันอุดมสมบูรณ์ของผืนป่าเกาะช้างและป่าตะวันออกแล้ว ยังเป็นสัญญาณย้ำเตือนถึงความสำคัญในการอนุรักษ์พื้นที่ป่าธรรมชาติ เพราะพืชถิ่นเดียวที่มีความจำเพาะต่อระบบนิเวศเช่นนี้ หากถิ่นที่อยู่อาศัยถูกทำลาย ย่อมเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ไปจากโลกอย่างง่ายดาย การศึกษาและเก็บรวบรวมข้อมูลอย่างเป็นระบบโดยหอพรรณไม้ กรมอุทยานแห่งชาติฯ จึงเป็นกุญแจสำคัญในการวางแผนปกป้องสมบัติทางธรรมชาติชิ้นงามนี้ให้คงอยู่เป็นฐานทรัพยากรที่สำคัญของประเทศไทยต่อไป








