“กระปรอกสิงห์” เฟินอิงอาศัยยอดนิยม เสน่ห์สีเขียวจากผืนป่าสู่สารานุกรมพืชไทย

“กระปรอกสิงห์” หรือชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Microsorum punctatum (L.) Copel. พืชในวงศ์ Polypodiaceae (วงศ์เฟินส้มกบ) ซึ่งเป็นเฟินอิงอาศัย หรือขึ้นตามโขดหินที่พบกระจายพันธุ์อย่างกว้างขวาง ตั้งแต่ทวีปแอฟริกา เอเชีย หมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก ไปจนถึงประเทศออสเตรเลีย สำหรับในประเทศไทยสามารถพบกระปรอกสิงห์ได้ในทุกภาค โดยมักขึ้นตามพื้นที่โล่งแจ้งหรือพื้นที่ร่มรำไร ในระดับความสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลางจนถึงประมาณ 900 เมตร

ในเชิงพฤกษศาสตร์ กระปรอกสิงห์มีลักษณะเด่นที่น่าสนใจ โดยมีเหง้าทอดนอนตามพื้นผิว สีน้ำตาลเข้มและมีนวลเคลือบ เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 3–7 มิลลิเมตร ปกคลุมด้วยเกล็ดสีน้ำตาลรูปขอบขนานแกมรูปสามเหลี่ยม ยาวประมาณ 1 มิลลิเมตร และมีขอบจักซี่ฟัน ส่วนใบมีลักษณะเป็นใบเดี่ยวรูปขอบขนานถึงรูปใบหอก มีความยาวตั้งแต่ 20–80 เซนติเมตร บริเวณโคนใบสอบเรียวแผ่ออกเป็นครีบขนาบไปกับก้านใบ ขอบใบเรียบ แผ่นใบมีความหนาและเป็นมันเงาอย่างสวยงาม ทว่าเส้นแขนงใบที่เป็นแบบร่างแหนั้นจะมองเห็นได้ไม่ชัดเจนนัก สำหรับก้านใบมีสีเขียวหรือสีน้ำตาลอ่อน ความยาวประมาณ 1–13 เซนติเมตร โดยบริเวณโคนก้านจะมีเกล็ดสีน้ำตาลปกคลุมอยู่

ไฮไลต์สำคัญทางวิชาการในการจำแนกเฟินชนิดนี้คือ ลักษณะการสืบพันธุ์ โดยกลุ่มอับสปอร์ (Sori) ของกระปรอกสิงห์จะเรียงตัวกระจัดกระจายอยู่ทั่วทั้งแผ่นใบด้านล่าง หรือบางครั้งพบหนาแน่นบริเวณครึ่งหนึ่งของแผ่นใบฝั่งปลายใบ และที่สำคัญคือไม่มีเยื่อคลุมกลุ่มอับสปอร์ (Indusium) ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะที่นักพฤกษศาสตร์ใช้ในการระบุอัตลักษณ์ ทั้งนี้กระปรอกสิงห์ยังมีชื่อพ้องทางวิทยาศาสตร์ว่า Acrostichum punctatum L. และมีชื่อสามัญในภาษาอังกฤษที่คุ้นหูว่า Crested fern

นอกจากชื่อทางการแล้ว เฟินชนิดนี้ยังมีความผูกพันกับวิถีชีวิตท้องถิ่นไทยอย่างมาก สะท้อนผ่านชื่อเรียกที่หลากหลายในแต่ละภูมิภาค โดยภาคตะวันออกเฉียงใต้และภาคใต้จะเรียกว่า “กระปรอกสิงห์” หรือ “กระปรอกหางสิงห์” รวมถึงชื่อ “กูดเยื่อ” ในแถบภาคตะวันออกเฉียงใต้ ขณะที่ทางภาคเหนือและภาคกลางตอนล่าง เช่น ลำปาง ประจวบคีรีขันธ์ และราชบุรี จะนิยมเรียกว่า “ปรือไม้” ส่วนภาคใต้ยังมีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ อย่าง “ลิ้นผี” หรือ “หางนกหว้า” และมีชื่อเรียกในภาษามลายู-ปัตตานีว่า “ไอกาบุกงกะแวง” อีกด้วย

ข่าวที่เกี่ยวข้อง