นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “โจทย์ใหญ่เศรษฐกิจไทยท่ามกลางวิกฤตโลก” ในงาน ครบรอบ 29 ปี สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ ว่า วิกฤตโลกครั้งนี้ไม่ได้แค่ส่งผลกระทบ แต่สร้างการเปลี่ยนผ่านและวิกฤตโลกครั้งนี้เปลี่ยนหลายอย่างในโลก เปลี่ยนวิถีชีวิต วิธีการทำงาน การทำธุรกิจและจะเปลี่ยนวิธีการบริหารของภาครัฐ ไม่ใช่แค่ประเทศไทยแต่ทั้งโลก การเปลี่ยนแปลงเกิดจาก 3 ปัจจัยหลักคือ สงครามที่มนุษย์สร้างขึ้น ทำให้โลกเปลี่ยนจากยุคการค้าเสรีเข้าสู่แนวคิด “Security First” ซึ่งการที่โลกแตกขั้วนั้นกระทบทั้งเชิงธุรกิจและการดำเนินการชีวิต ดังนั้น ต้องหาสิ่งที่มั่นคงของซัพพลายเชน ซึ่งประเทศไทยสามารถค้าขายทำได้ทุกคน เพราะมีความปลอดภัย
ปัจจัยการเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อม เราต้องตั้งเป้าเน็ตซีโร่ ที่ต้องรวมกับเรื่องพลังงาน สงครามตะวันออกกลางกระทบกับแหล่งพลังงาน และก๊าซธรรมชาติ ส่งผลให้ราคาพลังงานสูงขึ้น กระทบกับประเทศที่นำเข้าน้ำมัน หรือพึ่งพาการขนส่ง ซึ่งข่าวร้ายของประเทศคือ ไม่มีการเปลี่ยนผ่านพลังงาน เป็นประเทศที่นำเข้าพลังงานสูง จึงส่งผลกระทบต่อธุรกิจ ชีวิตคน ต้นทุน ค่าครองชีพ ดังนั้นต้องเร่งเปลี่ยนผ่านพลังงาน
ส่วนการเปลี่ยนแปลงของ AI เป็นปัจจัยที่ทำให้เปลี่ยนวิถีชีวิต หากใครไม่เปลี่ยนแปลง หรือไม่ปรับตัวตาม ก็จะถูกบีบให้แย่ลง ดังนั้น เราต้องเข้าขบวนให้ทัน เพื่อที่จะได้ไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง
นายเอกนิติ ยังย้ำว่า วิกฤตครั้งนี้ไม่เหมือนในอดีต สิ่งที่กระทบหนัก คือ ปากท้อง ค่าครองชีพ หากประเทศไทยไม่เปลี่ยนแปลง หรือไม่เปลี่ยนผ่านจะทำให้ยิ่งลำบาก ซึ่งในปีนี้บัญชีเงินสะพัดของเดือนเมษายน และพฤษภาคม ไทยขาดดุลเกือบ 5 แสนล้านบาท คนตัวเล็กถูกกระทบหนักกว่าคนตัวโต จีดีพีของไทยโตช้ากว่าประเทศเพื่อนบ้าน เพราะศักยภาพการแข่งขันของไทยไม่โตตามเป้า ไม่มีการลงทุน ใช้แค่บุญเก่าจากการลงทุนยุคอีสเทิร์นซีบอร์ดปี 1980 แต่โลกปัจจุบันต้องการพลังงานสะอาด ดังนั้น ต้องเร่งให้มีการลงทุนมากขึ้น เพื่อลดการพึ่งพาต่างประเทศ และป้องกันไม่ให้วิกฤตนี้ลุกลามไปกระทบคนตัวเล็ก
นอกจากนี้ ประเทศไทยยังมีปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำ ที่โตกระจุกจนกระจาย จึงต้องวางหลักการทำนโยบายเศรษฐกิจ 5T ได้แก่ Target การมุ่งเป้าใช้ทรัพยากรให้ตรงจุด Transition การเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจใหม่ Transform การพลิกโฉมโครงสร้างเศรษฐกิจให้การเติบโตถึง SMEs ชุมชน และแรงงาน Transparency โดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลสร้างความโปร่งใสในการดำเนินงาน และ Together การรวมพลังรัฐ เอกชน ประชาชน และผู้ประกอบการ เพื่อประคองคนและเปลี่ยนผ่านให้ได้ ที่ผ่านมามีคนสะท้อน ว่า เหตุใดจึงไม่ให้ร้านโมเดิร์นเทรดเข้าโครงการ ”ไทยช่วยไทยพลัส“ เรื่องนี้อยากเน้นย้ำว่า เป็นความต้องช่วยคนตัวเล็ก และใช้เทคโนโลยี AI เข้าไปสนับสนุน ช่วยอัพสกิล – รีสกิลให้ประชาชน ซึ่งเป็นการช่วยระยะสั้น แต่ได้ผลระยะยาว โดยจะช่วยให้พ่อค้าแม่ค้าสามารถสรุปบัญชีรายรับ – รายจ่ายได้อย่างครบถ้วน นำไปใช้เป็นสเตตเมนต์ เพื่อยื่นขอสินเชื่อกับธนาคารของรัฐได้ทันที ซึ่งเป็นการช่วยลดปัญหากู้นอกระบบได้อย่างยั่งยืน โดยในการประชุมธนาคารโลก (World Bank) ที่ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพในช่วงปลายปีนี้ โครงการดังกล่าวจะถูกนำไปใช้เป็นโมเดลตัวอย่างความสำเร็จเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประเทศไทยในเวทีโลกด้วย วันนี้ถ้าไม่ลุกขึ้นมาช่วยกันทำประเทศไทยให้ดีขึ้น จะยิ่งทำให้ถอยหลังไปเรื่อยๆ








