“ซาบีดา” เร่งขับเคลื่อน พ.ร.บ. ชาติพันธุ์ฯ บังคับใช้เต็มรูปแบบ ก.ย. 69 ผลักดัน “นครหลวงล้านนา” ขึ้นทะเบียนมรดกโลก 

เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2569 นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ได้ลงพื้นที่สมาคมศูนย์รวมการศึกษาและวัฒนธรรมของชาวไทยภูเขาในประเทศไทย (IMPECT) และพบปะชาติพันธุ์ไตลื้อ ตำบลลวงเหนือ อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อติดตามความก้าวหน้าการขับเคลื่อนงานตามพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568 ซึ่งพระราชบัญญัติฉบับนี้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 19 กันยายน 2568 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้กลุ่มชาติพันธุ์มีสิทธิขั้นพื้นฐานและได้รับการส่งเสริมให้เกิดการเคารพสิทธิอันติดตัวมาแต่กำเนิด บนความหลากหลายในชาติกำเนิด ถิ่นที่อยู่ เชื้อชาติ ศาสนา ชาติพันธุ์ เพศสภาพ หรือวัฒนธรรม และสามารถดำรงชีวิตในสังคมได้ตามวัฒนธรรม ประเพณี และวิถีชีวิตดั้งเดิมอย่างมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ โดยมีสิทธิและเสรีภาพได้รับความคุ้มครองอย่างเสรี เสมอภาค และเท่าเทียมกับบุคคลอื่น โดยเน้นการผลักดันใน 3 ประเด็นสำคัญ คือ การคุ้มครองสิทธิทางวัฒนธรรม เพื่อปกป้องอัตลักษณ์และวิถีชีวิตดั้งเดิมของชนเผ่าพื้นเมืองและกลุ่มชาติพันธุ์ การส่งเสริมศักยภาพ เพื่อสนับสนุนการพึ่งพาตนเองและการพัฒนาที่ยั่งยืน และการสร้างความเสมอภาค เพื่อขจัดอคติและการเลือกปฏิบัติ เพื่อการอยู่ร่วมกันบนความหลากหลาย

โดยได้รับฟังข้อเสนอจากพี่น้องเครือข่ายกลุ่มชาติพันธุ์ 14 ชาติพันธ์ุในจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งมีตัวแทนเครือข่ายกลุ่มชาติพันธุ์ได้นำเสนอข้อเสนอเชิงนโยบาย 6 ประการ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน ประกอบด้วย 1) การส่งเสริมความเสมอภาคทางการศึกษาและสนับสนุนศูนย์การเรียนรู้ชุมชนตามวิถีวัฒนธรรม 2) การสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเพื่อลบมายาคติและอคติทางสังคม 3) การสร้างความมั่นคงในที่ดินทำกินควบคู่กับการใช้ภูมิปัญญาจัดการความหลากหลายทางชีวภาพ 4) การพัฒนาระบบสวัสดิการและสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานให้เข้าถึงทุกชุมชนอย่างเท่าเทียม 5) การผลักดันวิถี “ไร่หมุนเวียน” สู่การขึ้นทะเบียนมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของมวลมนุษยชาติ และ 6) การบูรณาการความร่วมมือเพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศและสุขภาวะของชุมชนจากปัญหาสารพิษในแม่น้ำกก

การลงพื้นที่รับฟังความคิดเห็นครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการบังคับใช้กฎหมายฉบับนี้ กระทรวงวัฒนธรรมจึงได้กำหนดแผนปฏิบัติการที่ชัดเจน โดยจะเปิดรับขึ้นทะเบียนกลุ่มชาติพันธุ์ผ่านระบบออนไลน์ให้แล้วเสร็จภายในเดือนสิงหาคม 2569 จากนั้น จะดำเนินการเลือกตัวแทนสมาชิกสภาและสรรหากรรมการผู้แทนกลุ่มชาติพันธุ์เข้าสู่สภาคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์แห่งประเทศไทยให้เสร็จสิ้นภายในเดือนกันยายน 2569 ซึ่งจะส่งผลให้คณะกรรมการคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ครบองค์ประกอบ และพร้อมบังคับใช้กฎหมายอย่างเต็มรูปแบบ

สำหรับข้อเสนอจากพื้นที่จริงของพี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์จะเป็นโจทย์สำคัญที่กระทรวงวัฒนธรรม จะนำไปจัดทำแผนแม่บทด้านชาติพันธุ์ของประเทศระยะ 5 ปี (พ.ศ. 2571–2575) และกระทรวงวัฒนธรรมจะใช้แผนแม่บทนี้เป็นเครื่องมือบูรณาการการทำงานของทุกหน่วยงาน เพื่อให้การจัดสรรงบประมาณและการแก้ปัญหาตอบสนองต่อความต้องการของชุมชนชาติพันธุ์อย่างแท้จริง อีกทั้ง กฎหมายฉบับดังกล่าวนี้จะเป็นหมุดหมายสำคัญในการยกระดับสังคมไทย เพื่อเปลี่ยนความหลากหลายทางชาติพันธุ์ให้เป็นพลังสำคัญในการสร้างความมั่นคงให้ประเทศชาติอย่างยั่งยืน โดยย้ำว่าจุดยืนของกระทรวงวัฒนธรรม จะเร่งเดินหน้าบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อเป็นหลักประกันและแก้ไขปัญหาให้กลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศไทยอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ นางสาวซาบีดา ยังได้ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าและความพร้อมในการเสนอแหล่งมรดกทางวัฒนธรรม “อนุสรณ์สถาน แหล่งต่าง ๆ และภูมิทัศน์วัฒนธรรมของเชียงใหม่ นครหลวงล้านนา” (Monuments, Sites and Cultural Landscape of Chiang Mai, Capital of Lanna) และตรวจเยี่ยมพื้นที่ขอขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรมขององค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) อาทิ ประตูท่าแพ ประตูช้างเผือก ประตูเชียงใหม่ ประตูสวนดอก แจ่งศรีภูมิ แจ่งหัวลิน แจ่งก๊ะต๊ำ วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร และวัดเชียงมั่น ซึ่งเป็นการเตรียมความพร้อมรองรับการลงพื้นที่ตรวจประเมินทางเทคนิค (Technical Evaluation Mission) ของสภาการโบราณสถานระหว่างประเทศ (ICOMOS) ซึ่งเป็นองค์กรที่ปรึกษาของคณะกรรมการมรดกโลก ระหว่างวันที่ 3 – 8 สิงหาคม 2569 โดยการประเมินดังกล่าวถือเป็นขั้นตอนสำคัญของกระบวนการพิจารณาขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก

ขณะนี้การเสนอชื่อแหล่ง “อนุสรณ์สถาน แหล่งต่างๆ และภูมิทัศน์วัฒนธรรมของเชียงใหม่ นครหลวงล้านนา” มีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง ภายหลังที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบเอกสารเสนอขึ้นทะเบียนฯ เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2569 และประเทศไทยได้ยื่นเอกสารเสนอชื่อ (Nomination Dossier) ต่อศูนย์มรดกโลก ณ กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นที่เรียบร้อย ซึ่งปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนการประเมินโดยองค์กร ที่ปรึกษาของคณะกรรมการมรดกโลก โดยคาดว่าจะเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการมรดกโลกในการประชุมสมัยสามัญประจำปี 2570 ราวช่วงเดือนมิถุนายน – กรกฎาคม 2570

ทั้งนี้ แหล่งมรดกดังกล่าวได้รับการบรรจุไว้ในบัญชีรายชื่อเบื้องต้น (Tentative List) ขององค์การยูเนสโก ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2558 ก่อนที่จังหวัดเชียงใหม่จะมอบหมายให้องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ จัดทำเอกสารเสนอชื่อ และผ่านกระบวนการพิจารณาของคณะอนุกรรมการมรดกโลกทางวัฒนธรรม คณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยอนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลก และคณะรัฐมนตรี ตามลำดับ จนนำไปสู่การยื่นเอกสารเสนอชื่ออย่างเป็นทางการ สำหรับการเสนอขึ้นทะเบียนในครั้งนี้ได้เสนอ คุณค่าโดดเด่นระดับสากล (Outstanding Universal Value : OUV) ตามเกณฑ์มรดกโลก 2 ประการ ได้แก่ เกณฑ์ข้อ (ii) พัฒนาการเมืองเชียงใหม่ที่แสดงถึงการรับส่งอิทธิพลทางพุทธศาสนากับอาณาจักรอื่น ๆ และเกณฑ์ข้อ (iii) เมืองเชียงใหม่และสถาปัตยกรรมในแต่ละยุคสมัยเป็นตัวแทนอารยธรรมล้านนาในช่วงพุทธศตวรรษที่ 19-20

สำหรับพื้นที่ที่เสนอขึ้นทะเบียนประกอบด้วย 3 กลุ่มหลัก ได้แก่

1. กลุ่มกำแพงเมือง คูเมือง และแจ่งเมือง ประกอบด้วย กำแพงเมือง จำนวน 5 ประตู ได้แก่ ประตูช้างเผือก ประตูท่าแพ ประตูเชียงใหม่ ประตูสวนปรุง และประตูสวนดอก แจ่งเมือง จำนวน 4 แจ่ง ได้แก่ แจ่งศรีภูมิ แจ่งก๊ะต๊ำ แจ่งกู่เฮือง และแจ่งหัวลิน พร้อมโบราณสถานสำคัญ ได้แก่ วัดเชียงมั่น วัดเจดีย์หลวง วัดพระสิงห์ และวัดสวนดอก

2. กลุ่มวัดอุโมงค์สวนพุทธธรรม และวัดพระธาตุดอยสุเทพ

3. กลุ่มวัดเจ็ดยอด

นางสาวซาบีดา กล่าวเน้นย้ำว่า พื้นที่ที่ขอขึ้นทะเบียนทั้งหมดนี้ สะท้อนพัฒนาการด้านประวัติศาสตร์ ศาสนา ศิลปกรรม ผังเมือง และภูมิทัศน์วัฒนธรรมของอาณาจักรล้านนาได้อย่างโดดเด่น การผลักดันเชียงใหม่ นครหลวงล้านนา สู่การเป็นแหล่งมรดกโลก ไม่ใช่เพียงการเสนอขึ้นทะเบียนโบราณสถาน แต่เป็นการยืนยันคุณค่าของอารยธรรมล้านนาที่มีความสำคัญต่อมวลมนุษยชาติ เป็นการสร้างความภาคภูมิใจให้กับคนไทย ต่อยอดการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน และยกระดับประเทศไทยบนเวทีวัฒนธรรมโลก

ข่าวที่เกี่ยวข้อง