นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร เพื่อปรับปรุงมาตรการภาษีสนับสนุนวิสาหกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise : SE) โดยขยายระยะเวลาและเพิ่มสิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับผู้สนับสนุน ผ่านระบบบริจาคอิเล็กทรอนิกส์ (e-Donation) ของกรมสรรพากร
มาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายส่งเสริมให้ภาคประชาชนและภาคธุรกิจร่วมสนับสนุนวิสาหกิจเพื่อสังคมอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มศักยภาพในการแก้ไขปัญหาสังคม สิ่งแวดล้อม และพัฒนาชุมชน รวมถึงขยายโอกาสการจ้างงานให้กับกลุ่มเปราะบาง
สาระสำคัญของมาตรการ ได้แก่ การขยายสิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับการบริจาคเงินหรือทรัพย์สินให้แก่วิสาหกิจเพื่อสังคม ครอบคลุมทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล โดยสามารถนำไปหักลดหย่อนหรือหักรายจ่ายได้ 1 เท่า ผ่านระบบ e-Donation มีผลย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2567 เป็นต้นไป และไม่กำหนดวันสิ้นสุด จากเดิมที่ครอบคลุมเฉพาะนิติบุคคลและสิ้นสุดเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2566
นอกจากนี้ ยังเพิ่มสิทธิประโยชน์สำหรับการบริจาคเงินหรือทรัพย์สินให้กองทุนส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม จากเดิมหักลดหย่อนหรือหักรายจ่ายได้ 1 เท่า เป็น 2 เท่า สำหรับรายการที่ดำเนินการระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2567 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2571 พร้อมขยายการยกเว้นภาษีเงินได้ ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีธุรกิจเฉพาะ และอากรแสตมป์ สำหรับการโอนหรือบริจาคทรัพย์สินให้แก่วิสาหกิจเพื่อสังคมหรือกองทุนฯ โดยไม่มีค่าตอบแทน ให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2567 เป็นต้นไป โดยไม่กำหนดระยะเวลาสิ้นสุด
ร่างพระราชกฤษฎีกายังปรับปรุงหลักเกณฑ์การจดแจ้งความประสงค์เพื่อรับสิทธิประโยชน์ทางภาษีของวิสาหกิจเพื่อสังคม ให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการและลดปัญหาการพลาดสิทธิ
ปัจจุบันวิสาหกิจเพื่อสังคมมีการจ้างงานรวมกว่า 11,500 คน โดยเป็นการจ้างงานกลุ่มเปราะบางมากกว่า 6,600 คน รัฐบาลคาดว่าการปรับปรุงมาตรการภาษีครั้งนี้จะช่วยสร้างแรงจูงใจให้ภาคเอกชนและประชาชนร่วมสนับสนุนวิสาหกิจเพื่อสังคมมากขึ้น ส่งผลให้เกิดการขยายกิจการ เพิ่มการจ้างงาน และสนับสนุนการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน








