ครม. อนุมัติงบกลาง 843 ล้านบาท ฟื้นฟูระบบชลประทาน 5 จังหวัดภาคใต้ เพิ่มวงเงินโครงการคลองระบายน้ำคลองตง แก้น้ำท่วมหาดใหญ่

ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น วงเงิน 843.26 ล้านบาท ให้กรมชลประทาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นำไปดำเนินโครงการซ่อมแซมและฟื้นฟูอาคารและระบบชลประทานในพื้นที่ภาคใต้ ที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัย ปี พ.ศ. 2568 ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ ซึ่งอุทกภัยในปี 2568 ก่อให้เกิดผลกระทบต่อชีวิต ทรัพย์สิน ความเป็นอยู่ของประชาชน และเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ รวมทั้งทำให้อาคารและระบบชลประทานได้รับความเสียหายจนส่งผลต่อประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำ กรมชลประทานจึงมีความจำเป็นต้องเร่งซ่อมแซมและฟื้นฟูอาคารและระบบชลประทานที่ได้รับความเสียหายให้กลับมาอยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน โดยมีวัตถุประสงค์ดังนี้

1. เพื่อซ่อมแซมและปรับปรุงอาคารและระบบชลประทานที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัยและการใช้งานให้กลับคืนสู่สภาพเดิมหรือมีประสิทธิภาพสูงขึ้นและสามารถรองรับปริมาณน้ำหลากได้อย่างมีประสิทธิภาพ

2. เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำในพื้นที่รับผิดชอบของกรมชลประทานให้สามารถดำเนินภารกิจด้านการบริหารจัดการน้ำ รวมถึงการป้องกันและบรรเทาภัยอันเกิดจากน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ

3. เพื่อป้องกันและลดผลกระทบจากอุทกภัยอันเนื่องมาจากน้ำท่วมและน้ำท่วมขังในพื้นที่เกษตรกรรม อุตสาหกรรม และพื้นที่อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

4. เพื่อเตรียมความพร้อมในการป้องกันและลดผลกระทบจากภัยอันเกิดจากน้ำที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

5. เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำสำหรับการเกษตร การอุปโภคบริโภค และกิจกรรมด้านอื่น ๆ ให้สามารถใช้น้ำได้อย่างเพียงพอและมีประสิทธิภาพ

โครงการซ่อมแซมและฟื้นฟูฯ ดังกล่าว จะดำเนินการในพื้นที่ 5 จังหวัดภาคใต้ ได้แก่ จังหวัดสงขลา สตูล ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส รวมทั้งสิ้น 67 รายการ ดังนี้

สงขลา เช่น ซ่อมแซมคลองระบายน้ำ ร.1 และอาคารประกอบ โครงการชลประทานสงขลา อำเภอบางกล่ำ และซ่อมแซมอ่างเก็บน้ำบ้านเหนือคลอง พร้อมระบบส่งน้ำ อำเภอสะเดา จำนวน 23 รายการ วงเงิน 646.50 ล้านบาท

สตูล เช่น ซ่อมแซมฝายคลองระเกตอันเนื่องมาจากพระราชดำริ พร้อมระบบท่อส่งน้ำ อำเภอมะนัง และซ่อมแซมระบบส่งน้ำฝายแค้มป์ขี้พร้าอันเนื่องมาจากพระราชดำริ โครงการชลประทานสตูล อำเภอควนกาหลง จำนวน 7 รายการ วงเงิน 88.50 ล้านบาท

ยะลา ได้แก่ ขุดลอกโดยรถขุดจ้างเหมา ข้างคลองระบายน้ำ D7 โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาปัตตานี อำเภอเมืองยะลา จำนวน 1 รายการ วงเงิน 2.50 ล้านบาท

ปัตตานี เช่น ซ่อมแซมคันคลองส่งน้ำสายใหญ่ฝั่งขวาเป็นช่วง ๆ โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาปัตตานี อำเภอมายอ และซ่อมแซมคลองส่งน้ำสายซอย 31.6L เป็นช่วง ๆ โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาปัตตานี อำเภอยะหริ่ง จำนวน 19 รายการ วงเงิน 70.30 ล้านบาท

นราธิวาส เช่น ซ่อมแซมระบบส่งน้ำพร้อมอาคารประกอบ โครงการอาคารบังคับน้ำบ้านกาเยาะมาตี
อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอบาเจาะ และซ่อมแซมประตูระบายน้ำน้ำแบ่ง โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาบางนรา อำเภอตากใบ จำนวน 17 รายการ วงเงิน 35.46 ล้านบาท

โดยในการประชุม นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เน้นย้ำให้กรมชลประทานปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ มติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนมาตรฐานของทางราชการให้ถูกต้องครบถ้วนในทุกขั้นตอน รวมทั้งติดตามผลการดำเนินงานให้เป็นไปตามเป้าหมายและผลสัมฤทธิ์ ที่กำหนดไว้โดยคำนึงถึงความประหยัด ความคุ้มค่า ในการใช้จ่ายงบประมาณและประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับเป็นสำคัญ พร้อมทั้งให้กรมชลประทานจัดทำแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณ และรายละเอียดประกอบการพิจารณาให้ถูกต้องครบถ้วน ตลอดจนตรวจสอบความซ้ำซ้อนอย่างรอบคอบ

นอกจากนี้คณะรัฐมนตรียังได้มีมติอนุมัติตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เสนอ ให้เพิ่มกรอบวงเงินก่อหนี้ผูกพันและขยายระยะเวลาก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณ สำหรับงานจ้างก่อสร้างคลองระบายน้ำพร้อมอาคารประกอบ ความยาว 4 กิโลเมตร โครงการคลองระบายน้ำคลองตง ตำบลพะตง อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา จาก 315 ล้านบาท เป็น 359.52 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 44.52 ล้านบาท พร้อมขยายระยะเวลาก่อหนี้ผูกพันจากปีงบประมาณ พ.ศ. 2563–2568 เป็น พ.ศ. 2563–2570 เพื่อให้การก่อสร้างสามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่องจนแล้วเสร็จ

ทั้งนี้ การเพิ่มกรอบวงเงินดังกล่าวมีสาเหตุมาจากการดำเนินโครงการพบข้อจำกัดด้านสภาพพื้นที่และแนวเส้นทางก่อสร้าง จึงจำเป็นต้องปรับแบบก่อสร้างและเพิ่มเติมรายการงานให้สอดคล้องกับสภาพพื้นที่จริง อาทิ การเปลี่ยนแนวคลองระบายน้ำเนื่องจากคลองระบายน้ำช่วงกิโลเมตรที่ 1+000 ถึงกิโลเมตรที่ 2+000 เป็นช่วงที่คลองระบายน้ำตัดผ่านสามแยกถนนสายบ้านทุ่งลุง – บ้านทุ่งจัง หากก่อสร้างแล้วเสร็จจะทำให้ปิดกั้นการจราจรบริเวณสามแยกดังกล่าว และยังตัดผ่านที่ดินของราษฎรทำให้ลักษณะแปลงที่ดินแยกออกไม่เป็นรูปร่าง ราษฎรจึงไม่ยินยอมให้เข้าใช้พื้นที่ และคลองระบายน้ำช่วงกิโลเมตรที่ 0+040 ถึงกิโลเมตรที่ 0+700 สภาพภูมิประเทศมีความลาดชันสูง จึงจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบคลองระบายน้ำลาดท้องคลอง คันกั้นน้ำ และพนังกั้นน้ำ เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพภูมิประเทศ ซึ่งจะช่วยให้การก่อสร้างมีความเหมาะสม ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยไม่กระทบต่อวัตถุประสงค์ของโครงการ เมื่อโครงการแล้วเสร็จ จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำในพื้นที่ตำบลพะตงและพื้นที่ใกล้เคียง ซึ่งประสบปัญหาน้ำท่วมในช่วงฤดูฝนเป็นประจำ ช่วยลดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน เพิ่มศักยภาพการบริหารจัดการน้ำของจังหวัดสงขลาในระยะยาว ตลอดจนสามารถพัฒนาพื้นที่โครงการให้เป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจและแหล่งเพาะพันธุ์สัตว์น้ำของชุมชนได้ในอนาคต

ข่าวที่เกี่ยวข้อง