พล.ต.ท.สุรพล เปรมบุตร ผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เปิดเผยผลการทลายเครือข่ายชาวเวียดนามที่ใช้วิธีซื้อขายทองคำเพื่อฟอกเงินจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หลังพบความเชื่อมโยงกับคดีหลอกลวงประชาชนอย่างน้อย 18 ราย มูลค่าความเสียหายรวมกว่า 12 ล้านบาท
คดีเริ่มจากวันที่ 9 กรกฎาคม 2569 ผู้เสียหายชายวัย 61 ปี ถูกมิจฉาชีพโทรศัพท์หาโดยอ้างเป็นเจ้าหน้าที่การไฟฟ้า แจ้งว่าหม้อแปลงไฟฟ้ามีปัญหาและจำเป็นต้องเปลี่ยน โดยจะดำเนินการให้ฟรี ก่อนขอพูดคุยรายละเอียดผ่านไลน์และวิดีโอคอล
จากนั้นคนร้ายส่ง QR Code ให้ผู้เสียหายสแกน พร้อมหลอกให้เปิดแอปพลิเคชันธนาคาร เปลี่ยนข้อมูลเป็นภาษาอังกฤษ และทำตามคำสั่ง เมื่อมีรหัส OTP ส่งเข้ามา คนร้ายอ้างว่าเป็น “ลำดับคิว” และให้ผู้เสียหายแจ้งรหัสดังกล่าว ก่อนพบว่าเงินถูกโอนออกจากบัญชี 3 ครั้ง รวม 1,799,400 บาท
จากการสืบสวนพบว่า เงินของผู้เสียหายถูกโอนไปยังบัญชีม้านิติบุคคลและบัญชีบุคคล ก่อนมีการถอนเป็นเงินสด ขณะเดียวกันยังพบการใช้บัญชีนิติบุคคลโอนเงินซื้อทองคำจากร้านทองในอำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม รวม 22 ครั้ง มูลค่าประมาณ 5 ล้านบาท
หลังจากซื้อทองคำแล้ว จะมีการส่งต่อให้ผู้ร่วมขบวนการและชาวเวียดนาม ก่อนนำทองคำแท่งไปขายต่อที่ร้านทองในห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งย่านติวานนท์ จังหวัดนนทบุรี ได้เงินสดกลับมาประมาณ 4 ล้านบาท เพื่อทำให้เส้นทางการเงินมีความซับซ้อนและยากต่อการติดตาม
จากการรวบรวมพยานหลักฐาน ศาลอาญาอนุมัติหมายจับผู้เกี่ยวข้อง 7 ราย กระทั่งวันที่ 25 กรกฎาคม 2569 เจ้าหน้าที่ได้รับข้อมูลว่ากลุ่มผู้ต้องหาจะนำทองคำกลับมาขายที่ร้านเดิมย่านติวานนท์ จึงวางกำลังเข้าจับกุมชาวเวียดนามได้ 2 ราย พร้อมของกลางทองคำแท่ง 14 แท่ง น้ำหนักรวม 27.50 บาท เงินสด 66,500 บาท โทรศัพท์มือถือ 3 เครื่อง และรถยนต์ 2 คัน
ต่อมาวันที่ 30 กรกฎาคม เจ้าหน้าที่ขยายผลจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับได้เพิ่มอีก 3 ราย ทำให้ขณะนี้จับกุมผู้ต้องหาได้รวม 5 ราย ส่วนอีก 2 รายที่ยังหลบหนี เป็นคนไทย 1 ราย และชาวเวียดนาม 1 ราย ซึ่งอยู่ระหว่างติดตามตัวมาดำเนินคดี พร้อมเร่งอายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้อง
ขบวนการดังกล่าวใช้วิธีเปลี่ยนเงินที่ได้จากการหลอกลวงเป็นทองคำ ก่อนนำทองไปขายเปลี่ยนกลับเป็นเงินสด เพื่อทำให้เส้นทางการเงินซับซ้อนและยากต่อการตรวจสอบ โดยจากการสืบสวนพบว่ามีผู้บงการเป็นชาวเวียดนาม
สำหรับกลอุบาย คนร้ายจะเลือกเหยื่อที่ใช้มิเตอร์ไฟฟ้าหรืออุปกรณ์ไฟฟ้ามาเป็นเวลานาน อ้างว่าจำเป็นต้องเปลี่ยนมิเตอร์หรือหม้อแปลงใหม่โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ก่อนหลอกให้ทำธุรกรรมผ่านแอปพลิเคชันธนาคารและนำไปสู่การสูญเสียเงิน
ด้าน พล.ต.ต.ชัชปัณฑกานต์ คล้ายคลึง รองผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ฝากเตือนร้านทองทั่วประเทศให้ตรวจสอบชื่อบัญชีผู้โอนให้ตรงกับบุคคลที่มาติดต่อซื้อขาย ไม่รับการโอนผ่านบัญชีบุคคลอื่น และควรให้ดำเนินการโอนเงินต่อหน้าพนักงาน เพื่อป้องกันการตกเป็นเครื่องมือของขบวนการฟอกเงินหรือแก๊งคอลเซ็นเตอร์








