สำนักข่าวบางกอกโพสต์จัดงานเฉลิมฉลองครบรอบ 80 ปีแห่งการก่อตั้ง พร้อมเปิดเวทีสัมมนาเศรษฐกิจระดับชาติ “Bangkok Post Forum 2026” ภายใต้หัวข้อ “Vision Thailand: The Next Era Begins” ณ โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์ โดยมีนายวิษณุ เครืองาม ประธานกรรมการ บริษัท บางกอก โพสต์ จำกัด (มหาชน) กล่าวเปิดงาน พร้อมด้วยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ร่วมปาฐกถาพิเศษ
นายวิษณุ กล่าวว่า การจัดงานครั้งนี้มุ่งมองไปข้างหน้า เพื่อเตรียมรับมือกับโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วทั้งด้านการค้าและเทคโนโลยี โดยบางกอกโพสต์จะเดินหน้าพัฒนาทั้งสื่อดิจิทัลและสิ่งพิมพ์ เพื่อส่งมอบข่าวสารที่มีคุณภาพแก่ประชาชน
ด้านนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกถาในหัวข้อ “Vision Thailand: Fiscal Strategy for the Future Economy” โดยระบุว่า ไทยกำลังเผชิญความท้าทายด้านภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจโลก ขณะเดียวกันประเทศไทยยังมีจุดแข็งด้านความมั่นคงและโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งช่วยเพิ่มศักยภาพในการเป็นเป้าหมายของการย้ายฐานการลงทุน
รัฐบาลจึงเดินหน้ายุทธศาสตร์ Investment-Led Growth เพื่อดึงดูดและเร่งรัดการลงทุน โดยในไตรมาส 2 มีเม็ดเงินลงทุนจริงเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจกว่า 530,000 ล้านบาท ผ่านมาตรการ BOI Fast Pass พร้อมเตรียมยกระดับเป็น Thailand Fast Pass เพื่อปลดล็อกข้อจำกัดด้านกฎหมายและอำนวยความสะดวกแก่นักลงทุน
นอกจากนี้ ไทยยังมีศักยภาพในการรองรับการปฏิวัติอุตสาหกรรม AI โดยเป็นฐานการผลิตชิ้นส่วน Optical Transceiver ที่มีความสำคัญในตลาดโลก ขณะที่การรักษาวินัยทางการคลังและเสถียรภาพของประเทศยังเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติ
นายเอกนิติ เปรียบภาคเอกชนเป็น “กองหน้า” ในการลงทุนอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ทั้งเกษตรอัจฉริยะ ยานยนต์ไฟฟ้า สุขภาพ และ AI ส่วนภาครัฐทำหน้าที่เป็น “กองกลาง” สนับสนุนผ่านความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน การยกระดับทักษะแรงงาน และการผลักดันนโยบาย Direct PPA เพื่อเพิ่มโอกาสให้ภาคเอกชนเข้าถึงพลังงานสะอาดโดยตรง และช่วยปรับโครงสร้างต้นทุนด้านพลังงาน
ขณะที่นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวปาฐกถาในหัวข้อ “Vision Thailand: Driving Trade, Unlocking Sustainable Growth” โดยชี้ว่า ไทยต้องรับมือกับความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี AI มาตรการกีดกันทางการค้า และความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทาน พร้อมวางบทบาทประเทศด้วยการเปิดกว้าง กระจายความเสี่ยงของตลาดส่งออก และสร้างความไว้วางใจระหว่างคู่ค้า
ไทยจำเป็นต้องเร่งทลายช่องว่างสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่ Value Gap ด้วยการเปลี่ยนจากการเน้นปริมาณไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มและแบรนด์ Market Gap ด้วยการแสวงหาตลาดใหม่เพื่อลดการกระจุกตัวของตลาดส่งออก และ Participation Gap ด้วยการสนับสนุนผู้ประกอบการ SME และธุรกิจชุมชนให้ได้รับการพัฒนาทักษะและสามารถเข้าสู่ตลาดส่งออกได้มากขึ้น
ขณะเดียวกัน รัฐบาลจะใช้กลไกความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจใน 4 ด้านหลัก ได้แก่ เศรษฐกิจสร้างสรรค์และเศรษฐกิจผู้มาเยือน เกษตรและความมั่นคงทางอาหาร การส่งเสริมการส่งออก และการปรับปรุงกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการประกอบธุรกิจ พร้อมกำหนดตัวชี้วัด (KPI) ที่ชัดเจน เพื่อให้การดำเนินงานเกิดผลเป็นรูปธรรมและสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน








