วันที่ 21 สิงหาคม ถือเป็นอีกหนึ่งวันน่าสนใจในประวัติศาสตร์เงินตราของไทย เพราะย้อนกลับไปในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หรือรัชกาลที่ 5 ประเทศไทยได้มีการปฏิรูประบบเงินตราครั้งสำคัญและเริ่มนำหน่วย “สตางค์” เข้ามาใช้เป็นหน่วยย่อยของเงินบาท ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนผ่านจากระบบเงินแบบดั้งเดิมเข้าสู่ระบบทศนิยมที่เข้าใจและคำนวณได้ง่ายขึ้น
คำว่า “สตางค์”ที่เราคุ้นเคยกันในปัจจุบันจึงมีประวัติความเป็นมายาวนานกว่าร้อยปีและยังสะท้อนให้เห็นพัฒนาการทางเศรษฐกิจของประเทศไทยในช่วงที่ประเทศกำลังปรับตัวเข้าสู่ความทันสมัย
แล้วก่อนมี “บาท-สตางค์” คนไทยใช้เงินกันอย่างไร? และทำไมต้องเปลี่ยนมาเป็น 1 บาท = 100 สตางค์ มาย้อนดูเรื่องราวไปพร้อมกัน
ก่อนมี “สตางค์” เงินไทยใช้หน่วยอะไร?
ก่อนประเทศไทยเปลี่ยนมาใช้ระบบ บาทและสตางค์ การคำนวณเงินมีหน่วยย่อยหลายระดับที่คนในอดีตคุ้นเคย เช่น ชั่ง ตำลึง บาท สลึง เฟื้อง และไพ ระบบดังกล่าวมีความสัมพันธ์ของหน่วยที่แตกต่างจากระบบฐานสิบที่เราใช้กันในปัจจุบัน ตัวอย่างเช่น
1 บาท = 4 สลึง
1 สลึง = 2 เฟื้อง
1 เฟื้อง = 8 อัฐ
นอกจากหน่วยเงินที่หลากหลายแล้ว รูปแบบเงินตราของไทยก็มีการเปลี่ยนแปลงมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่เงินพดด้วงที่ใช้มาเป็นเวลาหลายร้อยปี จนถึงการผลิตเหรียญกษาปณ์แบบแบนตามรูปแบบสากลในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19 เมื่อการค้าระหว่างประเทศขยายตัวมากขึ้น ระบบเงินตราที่สามารถคำนวณและแลกเปลี่ยนได้สะดวกจึงมีความสำคัญเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ประเทศสยามอยู่ในช่วงของการปฏิรูปหลายด้าน ทั้งการบริหารราชการ การคมนาคม การศึกษา ระบบไปรษณีย์ ตลอดจนระบบเศรษฐกิจและการเงิน หนึ่งในการเปลี่ยนแปลงสำคัญคือ การปรับระบบเงินตราให้มีมาตรฐานและสอดคล้องกับระบบเศรษฐกิจสมัยใหม่ ในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 จึงมีการนำระบบทศนิยมมาใช้กับเงินตรา โดยกำหนดให้ 1 บาท แบ่งออกเป็น 100 สตางค์ การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้การคำนวณราคาสินค้า การซื้อขายและการทำบัญชีสามารถทำได้ง่ายขึ้น เมื่อเทียบกับระบบเดิมที่ประกอบด้วยหน่วยย่อยหลายประเภท








