นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กล่าวปาฐกถาเรื่อง “ทิศทางนโยบายและการขับเคลื่อนงานของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ในการดูแลเด็กในสถานสงเคราะห์และสถานรองรับเด็กทั้งภาครัฐและภาคเอกชน” ในเวทีสาธารณะเพื่อสร้างความตระหนักรู้ถึงผลกระทบจากการดูแลเด็กในสถานสงเคราะห์และสถานรองรับเด็ก โดยเน้นย้ำว่า การให้เด็กเข้ารับการดูแลในสถานสงเคราะห์ควรเป็นทางเลือกสุดท้ายเมื่อมีความจำเป็น
กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ โดยกรมกิจการเด็กและเยาวชน มีภารกิจสำคัญในการคุ้มครองและดูแลเด็ก รวมทั้งขับเคลื่อนนโยบายด้านการคุ้มครองเด็ก ทั้งการกำกับดูแลตามกฎหมาย การยกร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็กฉบับใหม่ และการดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการด้านการคุ้มครองเด็กแห่งชาติ พ.ศ. 2566–2570 ซึ่งให้ความสำคัญกับการทำงานเชิงป้องกัน การเสริมสร้างศักยภาพครอบครัวและชุมชน ตลอดจนการส่งเสริมการเลี้ยงดูทดแทนโดยใช้ครอบครัวและชุมชนเป็นฐาน
จากการสำรวจของกระทรวงฯ ในปี 2568 พบว่ามีสถานรองรับเด็กในการกำกับดูแลรวม 407 แห่ง ดูแลเด็กจำนวน 16,701 คน แบ่งเป็นสถานรองรับเด็กภาครัฐ 108 แห่ง ดูแลเด็ก 4,421 คน และภาคเอกชน 299 แห่ง ดูแลเด็ก 12,280 คน โดยในส่วนของสถานรองรับเด็กภาคเอกชน มีสถานที่ได้รับอนุญาต 134 แห่ง และยังไม่ได้รับอนุญาต 165 แห่ง ซึ่งสะท้อนว่ายังมีสถานรองรับเด็กเอกชนจำนวนมากที่ต้องได้รับการยกระดับและกำกับดูแลให้เป็นไปตามมาตรฐานและกฎหมาย
กระทรวงฯ ให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนงานทั้งด้านการป้องกันและการคุ้มครองเด็ก โดยกำหนดแนวทางสำคัญ 5 ด้าน ได้แก่ 1) ส่งเสริมให้สถานสงเคราะห์และสถานรองรับเด็กทุกแห่งดำเนินงานตามมาตรฐานการเลี้ยงดูและนโยบายคุ้มครองเด็ก 2) สนับสนุนให้เด็กสามารถกลับคืนสู่ครอบครัวและชุมชน โดยผลักดันให้สถานรองรับเด็กและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีนักสังคมสงเคราะห์อย่างน้อยแห่งละ 1 คน 3) เสริมสร้างความเข้มแข็งให้ครอบครัวและชุมชนสามารถดูแลเด็กได้อย่างมั่นคงและปลอดภัย เพื่อลดความจำเป็นในการส่งเด็กเข้าสถานรองรับ 4) ส่งเสริมสวัสดิการในรูปแบบครอบครัวทดแทน เช่น ครอบครัวเครือญาติอุปถัมภ์ ครอบครัวอุปถัมภ์ และครอบครัวบุญธรรม และ 5) สร้างความเข้าใจกับผู้ให้ทุนแก่สถานรองรับเด็ก เพื่อให้การสนับสนุนสอดคล้องกับแนวทางการดูแลเด็กที่เหมาะสม
ทั้งนี้ กระทรวงฯ จะเดินหน้าพัฒนาระบบสถานรองรับเด็กให้มีคุณภาพและความปลอดภัย ควบคู่กับการติดตามกำกับดูแลตามกฎหมาย และสร้างความร่วมมือกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อส่งเสริมให้เด็กเติบโตในครอบครัวอย่างมั่นคงและปลอดภัย
อย่างไรก็ตาม หากมีความจำเป็นที่เด็กต้องเข้ารับการดูแลในสถานรองรับเด็ก เด็กจะต้องได้รับบริการที่เหมาะสม มีมาตรฐาน และได้รับการกำกับติดตามอย่างใกล้ชิด โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการเตรียมความพร้อมเพื่อให้เด็กสามารถกลับคืนสู่ครอบครัวและชุมชนได้อย่างเหมาะสม พร้อมขับเคลื่อนความร่วมมือของทุกภาคส่วน เพื่อยกระดับระบบคุ้มครองและดูแลเด็กของประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรม








