รัฐบาลเร่งเพิ่มขีดความสามารถผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SME ผ่านการใช้สิทธิประโยชน์จาก FTA ลดต้นทุนทางภาษีและขยายโอกาสส่งออก หลังช่วง 6 เดือนแรกปี 2569 ผู้ส่งออกไทยใช้สิทธิ FTA แล้วกว่า 1.57 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.33% พร้อมเตรียมธุรกิจรับ FTA ไทย–EFTA ที่คาดว่าจะมีผลต้นปี 2570

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้าเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SME ผ่านการใช้สิทธิประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี (FTA) เพื่อลดต้นทุนทางภาษีและเพิ่มโอกาสเข้าสู่ตลาดต่างประเทศ พร้อมเร่งเตรียมความพร้อมผู้ประกอบการรองรับความตกลงการค้าเสรีไทย–EFTA ซึ่งคาดว่าจะมีผลใช้บังคับในช่วงต้นปี 2570

ล่าสุด กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ รายงานว่า ช่วงเดือนมกราคม–มิถุนายน 2569 ผู้ส่งออกไทยใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้าภายใต้ FTA รวมมูลค่า 48,069.03 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1.57 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 7.33 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และคิดเป็นสัดส่วนการใช้สิทธิร้อยละ 80.83 ของมูลค่าสินค้าส่งออกที่ได้รับสิทธิพิเศษภายใต้ FTA

ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า FTA สามารถช่วยลดต้นทุนและสร้างแต้มต่อให้สินค้าไทยได้จริง แต่ยังมีช่องว่างในการเพิ่มการใช้สิทธิ โดยเฉพาะบางตลาดที่ผู้ประกอบการยังใช้ประโยชน์จากสิทธิทางภาษีได้ไม่เต็มศักยภาพ จึงต้องเร่งแก้ข้อจำกัดด้านข้อมูล ความเข้าใจกฎถิ่นกำเนิดสินค้า และขั้นตอนการใช้สิทธิ เพื่อให้ผู้ประกอบการรายเล็กเข้าถึงประโยชน์จาก FTA ได้มากขึ้น

เมื่อพิจารณาตามความตกลง การใช้สิทธิภายใต้ความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน (ATIGA) มีมูลค่า 15,937.55 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นสัดส่วนการใช้สิทธิร้อยละ 67.50 ขณะที่อาเซียน–จีน มีมูลค่า 14,264.11 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีสัดส่วนการใช้สิทธิสูงถึงร้อยละ 94.50 ส่วนอาเซียน–อินเดีย มีมูลค่า 6,110.17 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วนร้อยละ 78.73 ไทย–ญี่ปุ่น มูลค่า 3,819.69 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วนร้อยละ 85.86 และไทย–ออสเตรเลีย มูลค่า 3,027.47 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วนร้อยละ 59.03

รัฐบาลจึงมุ่งเพิ่มอัตราการใช้สิทธิในตลาดที่ยังมีช่องว่าง โดยให้ความสำคัญกับการทำให้ผู้ประกอบการเข้าใจว่า “สินค้าใด–ตลาดใด–ใช้สิทธิอย่างไร” ตั้งแต่การตรวจสอบพิกัดสินค้า กฎถิ่นกำเนิดสินค้า การเตรียมเอกสาร ไปจนถึงการเลือกใช้ความตกลงที่ให้ประโยชน์เหมาะสมที่สุด เพื่อเปลี่ยนสิทธิทางภาษีที่ไทยเจรจาไว้ให้เป็นต้นทุนที่ลดลงและโอกาสทางการค้าที่เพิ่มขึ้นสำหรับภาคธุรกิจ

สำหรับโครงสร้างการใช้สิทธิ สินค้าอุตสาหกรรมมีมูลค่า 34,919.43 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือร้อยละ 72.64 ของมูลค่าการใช้สิทธิทั้งหมด โดยสินค้าที่มีการใช้สิทธิสูง อาทิ ยานยนต์สำหรับขนส่งของ ยางสังเคราะห์ผสมยางธรรมชาติ เครื่องเพชรพลอยและรูปพรรณ เครื่องทอง–เครื่องเงินและส่วนประกอบ รวมถึงเศษและของที่ใช้ไม่ได้ที่เป็นทองแดง

อีกภารกิจสำคัญคือการเตรียมผู้ประกอบการไทยให้พร้อมรับความตกลงการค้าเสรีไทย–EFTA ซึ่งคาดว่าจะมีผลใช้บังคับในช่วงต้นปี 2570 เพื่อให้ภาคธุรกิจสามารถใช้ประโยชน์ได้ทันทีเมื่อความตกลงมีผล ทั้งด้านการลดภาษี การปฏิบัติตามกฎถิ่นกำเนิดสินค้า และการวางแผนเข้าสู่ตลาดใหม่ โดยเฉพาะ SME ที่อาจยังขาดบุคลากรหรือความเชี่ยวชาญด้านกฎการค้าระหว่างประเทศ

รัฐบาลไม่ได้มองความสำเร็จของ FTA เพียงจำนวนความตกลงที่ไทยมี แต่ต้องทำให้สิทธิที่เจรจาไว้ถูกนำมาใช้จริงและช่วยลดต้นทุนให้ผู้ประกอบการได้จริง เป้าหมายต่อจากนี้คือทำให้ SME เข้าถึงแต้มต่อทางภาษีได้ง่ายขึ้น ใช้สิทธิได้ถูกต้อง และพร้อมคว้าโอกาสจากตลาดใหม่ เพื่อให้ประโยชน์จากการค้าเสรีกระจายไปถึงผู้ประกอบการไทยในวงกว้างมากขึ้น

ข่าวที่เกี่ยวข้อง