กระทรวงการคลัง โดยสำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (องค์การมหาชน) หรือ สพพ. ได้เสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบการให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่รัฐบาลสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว สำหรับโครงการก่อสร้างสะพานเชียงแมน–หลวงพระบาง สปป.ลาว จำนวน 1,783,671,500 บาท โดยมีเงื่อนไขเป็นไปตามที่ระบุในร่างสัญญาให้ความช่วยเหลือทางการเงินตามมติคณะกรรมการสำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน หรือ คพพ. ครั้งที่ 9/2568 เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2568
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยที่ประชุมมีมติเห็นชอบการให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่รัฐบาลสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) สำหรับ โครงการก่อสร้างสะพานเชียงแมน–หลวงพระบาง สปป.ลาว ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ ดังนี้
1. อนุมัติให้สำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (องค์การมหาชน) (สพพ.) ดำเนินการตามขอบเขตของโครงการ แหล่งที่มาของเงินทุน รูปแบบ วิธีการ และเงื่อนไขทางการเงินสำหรับการให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ สปป. ลาว เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับโครงการก่อสร้างสะพานเชียงแมนฯ จำนวน 1,783,671,500 บาท
2. อนุมัติให้สำนักงบประมาณ (สงป.) จัดสรรงบประมาณเป็นรายปี ตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2571 – 2574 รวมระยะเวลา 4 ปี ในอัตราร้อยละ 50 ในส่วนของเงินกู้ จำนวน 891,835,750 บาท
3. เห็นชอบแนวทางการกู้เงินของ สพพ. จากสถาบันการเงินภายในประเทศ จำนวน 891,835,750 บาท ตามรูปแบบและเงื่อนไขที่กำหนด
4. กรณี สปป. ลาว ผิดนัดชำระหนี้ สพพ. จะพิจารณาใช้เงินสะสมของ สพพ. เพื่อชำระคืนหนี้เงินต้นและดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นจากเงินกู้จากสถาบันการเงินภายในประเทศไปก่อน ทั้งนี้ หาก สพพ. เกิดปัญหาการขาดสภาพคล่องจะขอรับการจัดสรรเงินงบประมาณจากรัฐบาลเพื่อเสริมสภาพคล่อง และเมื่อ สพพ. สามารถเรียกเก็บหนี้ได้จะนำเงินดังกล่าวส่งคืนคลังต่อไป
5. มอบหมายให้ผู้อำนวยการ สพพ. ลงนามในสัญญาการให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ สปป. ลาว
เมื่อคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติการให้ความช่วยเหลือทางการเงินในโครงการดังกล่าวแก่ สปป. ลาว แล้ว
โดยการให้ความช่วยเหลือครั้งนี้เป็นความร่วมมือด้านโครงสร้างพื้นฐานที่ไทยดำเนินการกับ สปป.ลาว อย่างต่อเนื่อง เช่น โครงการปรับปรุงเส้นทางหมายเลข 12 (R12) โครงการก่อสร้างสะพานมิตรภาพไทย–ลาว แห่งที่ 5 บึงกาฬ–บอลิคำไซ และโครงการพัฒนาถนนหมายเลข 11 (R11) โดยที่ผ่านมา สพพ. ให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ สปป.ลาว แล้ว 22 โครงการ วงเงินรวม 17,156.60 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินสนับสนุนแบบให้เปล่า 2,395.48 ล้านบาท และเงินกู้ 14,761.12 ล้านบาท โดย สปป.ลาว เบิกจ่ายเงินกู้แล้ว 13,162.89 ล้านบาท ชำระคืนเงินต้นแล้ว 3,578.82 ล้านบาท และมียอดเงินต้นคงเหลือ 9,584.07 ล้านบาท เมื่อรวมโครงการสะพานเชียงแมน–หลวงพระบาง จะทำให้ สพพ. มีโครงการให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ สปป.ลาว รวม 23 โครงการ วงเงินรวม 18,940.27 ล้านบาท โดย สพพ. ระบุว่า ที่ผ่านมา สปป.ลาว มีประวัติชำระหนี้อย่างสม่ำเสมอและตรงเวลา และยังไม่เคยผิดนัดชำระหนี้
สำหรับการก่อสร้างสะพานเชียงแมน–หลวงพระบาง สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของประเทศไทยที่ให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยงการคมนาคมระหว่างประเทศไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน (Connectivity) ซึ่งจะมีส่วนช่วยส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง และเพิ่มประสิทธิภาพการเดินทางและการขนส่งระหว่างไทยกับ สปป.ลาว ในด้านการค้าชายแดนระหว่างไทยและ สปป.ลาว โครงการดังกล่าวจะช่วยขยายโอกาสด้านการค้าระหว่างจังหวัดน่านกับเมืองหลวงพระบาง เนื่องจากสามารถลดระยะเวลาเดินทางระหว่างเมืองทั้งสองได้อย่างน้อย 30–45 นาที ทำให้การขนส่งสินค้าระหว่างกันสามารถดำเนินการได้ง่าย สะดวก และปลอดภัยมากยิ่งขึ้นจากการข้ามแม่น้ำ
นอกจากนี้ ยังคาดว่าจะช่วยเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวและรายได้จากการท่องเที่ยวในจังหวัดน่าน โดยที่ผ่านมา นักท่องเที่ยวไทยที่เดินทางท่องเที่ยวเมืองหลวงพระบางผ่านจังหวัดน่าน จะใช้เส้นทางเมืองหงสา–เมืองจอมเพชร–บ้านเชียงแมน และเมื่อโครงการแล้วเสร็จจะสามารถใช้สะพานข้ามแม่น้ำโขงของโครงการแทนการใช้แพขนานยนต์ข้ามแม่น้ำโขง โดยการเดินทางท่องเที่ยวมีระยะเวลา 3 วัน 2 คืน และมีค่าใช้จ่ายในการเดินทางผ่านบริษัทนำเที่ยวของไทยประมาณคนละ 4,500 บาท ทั้งนี้ ในระยะเวลา 5 ปีแรก คาดการณ์ว่าจะมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเยือนจังหวัดน่านเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 80,000 คน และสร้างรายได้เพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 360 ล้านบาท ขณะเดียวกัน โครงการก่อสร้างสะพานเชียงแมน–หลวงพระบาง ยังมีส่วนสำคัญในการเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศไทยและ สปป.ลาว ตลอดจนแสดงให้เห็นถึงความร่วมมืออย่างยั่งยืนในระดับภูมิภาค








