อนามัยโพล กรมอนามัย เผยผลสำรวจเรื่อง “ใช้ชีวิตยังไง ในยามยากลำบาก”พบว่า ราคาน้ำมันและค่าขนส่งที่สูงขึ้น เป็นปัจจัยที่กระทบการกินและการซื้ออาหารมากที่สุด ร้อยละ 46.23 รองลงมาคือ เงินเฟ้อและค่าครองชีพเพิ่มขึ้น ร้อยละ 30.29 ขณะที่มีผู้ระบุว่าอาหารราคาแพงเป็นสาเหตุที่ทำให้กินอาหารที่มีประโยชน์ได้ยากขึ้นถึงร้อยละ 63.76 สะท้อนผลกระทบของภาวะเศรษฐกิจต่อพฤติกรรมการบริโภคอาหารของประชาชน
แพทย์หญิงอัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมอนามัย เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ทางเศรษฐกิจและค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น อาจส่งผลต่อพฤติกรรมการเลือกซื้อและบริโภคอาหารของประชาชน โดยเฉพาะเมื่อราคาวัตถุดิบ ค่าเดินทางและต้นทุนการขนส่งปรับตัวสูงขึ้น ประชาชนอาจต้องปรับลดค่าใช้จ่ายด้านอาหาร เลือกซื้ออาหารที่มีราคาถูกลง หรือลดการบริโภคอาหารบางกลุ่ม ซึ่งอาจส่งผลต่อความหลากหลายและคุณค่าทางโภชนาการของอาหารที่ได้รับ
กรมอนามัยจึงสำรวจความคิดเห็นของประชาชนผ่าน “อนามัยโพล” เรื่อง “ใช้ชีวิตยังไง ในยามยากลำบาก” เพื่อสะท้อนสถานการณ์ด้านการเข้าถึงอาหาร ความสามารถในการเลือกอาหารที่มีประโยชน์และการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคในช่วงที่ค่าครองชีพสูงขึ้น
จากผลการสำรวจอนามัยระหว่างวันที่ 1 – 31 กรกฎาคม 2569 มีผู้ตอบแบบสำรวจจำนวน 941 พบว่า สถานการณ์ที่กระทบต่อการกินหรือการซื้ออาหารมากที่สุดคือ ราคาน้ำมันและค่าขนส่งที่สูงขึ้น คิดเป็นร้อยละ 46.23 รองลงมาคือ เงินเฟ้อและค่าครองชีพ ที่เพิ่มขึ้น ร้อยละ 30.29 ส่วนกลุ่มอาหารที่ผู้ตอบระบุว่าหาซื้อยากหรือซื้อได้น้อยลง ได้แก่ เนื้อสัตว์ ร้อยละ 29.76 น้ำมันประกอบอาหาร ร้อยละ 26.35 และไข่ ร้อยละ 21.15 นอกจากนี้ยังมีอาหารสำเร็จรูป หรืออาหารแปรรูป ผลไม้ นมและผลิตภัณฑ์จากนม ข้าว แป้งหรือเส้นต่างๆ และผัก
สำหรับสาเหตุที่ทำให้กินอาหารที่มีประโยชน์ได้ยากขึ้น พบว่า อันดับแรกคือ อาหารราคาแพง ร้อยละ 63.76 รองลงมาคือ รายได้ลด ร้อยละ 36.66 หาซื้ออาหารได้ยาก ร้อยละ 17.22 เดินทางไปซื้อยาก ร้อยละ 15.83 และทำอาหารไม่เป็น ร้อยละ 10.10 ขณะเดียวกัน ผู้ตอบระบุว่ามีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินบางส่วน โดยลดการบริโภคอาหารบางกลุ่ม ได้แก่ ขนมขบเคี้ยว ขนมหวานและไอศกรีม ร้อยละ 47.29 รองลงมาคือ อาหารสำเร็จรูปหรืออาหารแปรรูป ร้อยละ 46.12 และเครื่องดื่มรสหวาน ร้อยละ 43.36
สำหรับการปรับตัวเรื่องการกิน พบว่า ส่วนใหญ่เลือกซื้ออาหารที่ราคาถูกลงหรือซื้อช่วงลดราคา ร้อยละ 64.82 รองลงมาคือ ทำอาหารกินเองมากขึ้น ร้อยละ 37.51 ปลูกผักสวนครัวไว้กินเอง ร้อยละ 33.58 ขณะที่ระบุว่าลดจำนวนมื้ออาหารหรือกินน้อยลง ร้อยละ 32.83 ลดการสั่งอาหารผ่านแอปพลิเคชัน ร้อยละ 25.71 และซื้ออาหารครั้งละมากขึ้นเพื่อเก็บไว้ ร้อยละ 18.49 ตามลำดับ
กรมอนามัย แนะนำประชาชน “กินดีในงบจำกัด” ด้วยการวางแผนเมนูและรายการซื้อ เลือกวัตถุดิบตามฤดูกาลและที่หาได้ในท้องถิ่น เปรียบเทียบราคาก่อนซื้อและเลือกแหล่งโปรตีนที่มีราคาเหมาะสม เช่น ไข่ เต้าหู้ ถั่ว และเนื้อสัตว์ พร้อมเพิ่มผักและผลไม้ตามฤดูกาล หากสามารถทำอาหารกินเองได้จะช่วยวางแผนค่าใช้จ่ายและเลือกส่วนประกอบของอาหารได้เหมาะสมมากขึ้น
ทั้งนี้ แม้ต้องประหยัดค่าใช้จ่าย แต่ควรรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ มีความหลากหลาย และไม่ลดหรืองดอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย เพื่อให้ได้รับสารอาหารที่เพียงพอต่อสุขภาพ








