จากความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการช่วยลดภาระค่าพลังงานแก่ประชาชน ควบคู่การสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน ด้วยการส่งเสริมให้ประชาชนผลิตไฟฟ้าใช้เองได้และยังขายไฟฟ้าส่วนเกินคืนให้รัฐ นับเป็นการปรับโครงสร้างพลังงานครั้งใหญ่ของประเทศ ซึ่งนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ “คุยกับ ครม.อนุทิน” ว่า ในครั้งนี้จะไปไกลกว่าการผลิตไฟใช้เอง แต่เป็นการปรับมุมมองให้ประชาชนเป็นเจ้าของโรงไฟฟ้า เพราะจากการติดตามสถานการณ์ปัญหาที่เกิดขึ้นจากการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซ จากต่างประเทศ เมื่อเกิดภาวะสงครามส่งออกไม่ได้ราคาจะสูงขึ้น ทำให้ต้นทุนค่าไฟสูงขึ้น จึงคิดแก้ปัญหาด้วยการส่งเสริมให้ประชาชนติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ เพื่อผลิตไฟฟ้าไว้ใช้ได้เอง แต่ประชาชนบางส่วนยังมีข้อกังวลว่า ช่วงกลางวัน ที่ไม่อยู่บ้านจึงไม่ได้ใช้ไฟนั้น รัฐบาลจะรับซื้อไฟส่วนที่เหลือคืน และสามารถนำมาหักเป็นส่วนลดค่าไฟในรอบเดือนได้ ทำให้ไฟที่ผลิตออกมาไม่สูญเปล่า และทำให้ไม่ต้องซื้อแบตเตอรี่เพื่อใช้เก็บสำรองไฟในราคาแพง โดยรัฐบาล ได้เตรียมกันกำลังผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์รูฟท็อป สำหรับประชาชน ที่ 10,000 เมกะวัตต์ หรือประมาณ 1 ล้านครัวเรือน เป็นการขยายกรอบจากเดิมที่ 5,000 เมกะวัตต์ เพื่อเพิ่มการผลิตและใช้พลังงานสะอาดในระดับครัวเรือน ซึ่งแนวทาง
รับซื้อไฟฟ้า จะใช้ระบบ Net Billing ประชาชนใช้ไฟฟ้าที่ผลิตได้เองก่อน และสามารถขายไฟฟ้าส่วนเกินเข้าสู่ระบบในอัตรา 2.20 บาทต่อหน่วย กำหนดปริมาณเสนอขายไม่เกิน 5 กิโลวัตต์ต่อมิเตอร์ เพื่อกระจายสิทธิ์ให้ครัวเรือนทั่วประเทศ ไม่ให้กำลังผลิตไปกระจุกอยู่กับบ้านหรือผู้ลงทุนไม่กี่ราย พร้อมขยายระยะเวลาสัญญารับซื้อจากเดิม 10 ปี เป็น 20 ปี ให้สอดคล้องกับอายุการใช้งานของแผงโซลาร์เซลล์
สำหรับการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ที่มีค่าติดตั้งค่อนข้างสูง ปัญหานี้รัฐบาลสนับสนุนส่วนลด 50,000 บาท จากวงเงินติดตั้งประมาณ 130,000-150,000 บาท ส่วนที่เหลือผ่อนชำระผ่านสถาบันการเงิน ซึ่งรายได้จากการขายไฟจะนำมาผ่อนชำระค่างวดและยังเป็นส่วนลดค่าไฟ และเมื่อคำนวณ ระบบขนาด 5 กิโลวัตต์ จะสามารถผลิตไฟได้ถึง 600-700 หน่วยต่อเดือน คิดเป็นมูลค่าประมาณ 2,000 กว่าบาท หากเป็นครัวเรือนที่ใช้ไฟในปริมาณใกล้เคียงกันนี้ จะช่วยลดภาระได้อย่างมาก เมื่อผ่อนชำระครบประชาชนจะเป็นเจ้าของโรงไฟฟ้าบนหลังคาบ้านของตนเอง ทั้งนี้ในอนาคตมีแผนให้ประชาชนขายคืนไฟได้ตามปริมาณที่ผลิตได้ เป็นการเปิดตลาดรับซื้อไฟตรงแบบเสรี รับซื้อไฟสะอาด ที่เดิมจะเปิดให้กับธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ แต่จะเปิดในทุกอุตสาหกรรมที่ต้องการใช้ไฟสะอาด ไม่มีการผูกขาด ให้มีการแข่งขัน เป็นธรรมกับทุกคนทั้งผู้ผลิต และผู้บริโภค ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนการผลิตพลังงาน และนโยบายสำรองพลังงานในประเทศเพื่อความมั่นคงด้านพลังงาน โดยจะเริ่มดำเนินการในเดือนตุลาคมนี้ เพื่อเป็นประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนที่ตัดสินใจติดตั้ง สำหรับขั้นตอนการขออนุญาตติดตั้ง ที่เดิมมีกฎระเบียบและขั้นตอนที่ยุ่งยากทำให้ใช้เวลานานเป็นปีกว่าจะติดตั้งสำเร็จ จนเป็นเหตุให้เกิดการเลี่ยงขั้นตอนขออนุญาตและนำอุปกรณ์ไปติดตั้งกันเองจนเกิดปัญหาเรื่องความปลอดภัย ขณะนี้สิ่งที่รัฐบาลเข้มงวดที่สุดคือ มาตรฐานการติดตั้งและอุปกรณ์ที่ติดต้องมีคุณภาพได้มาตรฐานใช้แล้วปลอดภัย ส่วนขั้นตอนการขออนุญาตได้แก้ไขให้สะดวกรวดเร็วขึ้นผ่านการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคเพียงจุดเดียว ซึ่งการไฟฟ้าจะเข้าตรวจสอบอุปกรณ์ สายไฟ ระบบติดตั้ง และ Smart Meter เพื่อป้องกันปัญหาไฟไหม้และความเสี่ยงจากอุปกรณ์ไม่ได้มาตรฐาน กรณีติดตั้งแบบไม่ขายคืนจะใช้เวลา 1 สัปดาห์ ส่วนกรณีขายไฟคืนจะใช้เวลาไม่เกิน 1 เดือน และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคยังเปิดแพลตฟอร์มให้ทุกบริษัทที่จะรับติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ เข้ามาลงทะเบียน เพื่อให้สามารถตรวจสอบมาตรฐาน และไม่ให้เกิดการผูกขาด
นายเอกนัฏ กล่าวถึงการขับเคลื่อนแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้า หรือ PDP ฉบับใหม่ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการประกอบกิจการ การขับเคลื่อนเศรษฐกิจยุคใหม่ เป็นจังหวะสำคัญในช่วงที่ทั่วโลกประสบวิกฤตพลังงาน โดยเป็นการปรับในรอบ 10 ปี เน้นนโยบายสำคัญ 3 ด้าน คือ สะอาดที่สุด มั่นคงที่สุด และเป็นธรรมที่สุด ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดจากเดิม 20% ให้เป็น 50% ภายใน 10 ปี และไม่ต่ำกว่า 65% ในอีก 25 ปีข้างหน้าเพื่อบรรลุเป้าหมาย Net Zero ร่วมกับการใช้เทคโนโลยีการเก็บคาร์บอน หรือ Carbon Capture พร้อมทั้งปรับสัดส่วนการใช้ก๊าซธรรมชาติให้สอดคล้องกับก๊าซที่ไทยผลิตเองได้จากอ่าวไทย และการนำเข้าจากเมียนมา โดยในช่วง 10 ปีข้างหน้า โรงไฟฟ้าพลังงานก๊าซเดิมจะปลดระวางลงประมาณ 16,000-17,000 เมกะวัตต์ แต่จะนำกลับเข้ามาทดแทนเพียง 9,000 เมกะวัตต์ และลดภาระค่าพร้อมจ่ายจากโรงไฟฟ้าที่ไม่ได้เดินเครื่อง และปรับนโยบายการนำเข้า LNG เป็นแบบสัญญาระยะยาวและราคาถูกที่สุดเพื่อควบคุมต้นทุนค่าไฟให้คงที่ นอกจากนี้ แผนดังกล่าวยังเปิดกว้างรองรับเทคโนโลยีใหม่ในอนาคต ทั้งระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ Smart Grid, Hydrogen รวมถึงโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (Small Modular Reactor: SMR) ซึ่งทั่วโลกเห็นพ้องกันว่าเทคโนโลยีนี้มีความปลอดภัย บริหารง่าย ไฟมีความเสถียร ไม่ปล่อยคาร์บอน และราคาถูก ขณะนี้กระทรวงพลังงาน ได้เตรียมพร้อมหลักเกณฑ์ ความปลอดภัย และระบบรองรับไว้แล้ว เชื่อว่าจะไม่ทำให้ค่าไฟฟ้าแพงขึ้น
ส่วนการขับเคลื่อนนโยบายลดค่าไฟฟ้าเพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน นายเอกนัฏ กล่าวว่า รัฐบาลได้เดินหน้ามาตรการปรับลดอัตราค่าไฟฟ้าสำหรับบ้านอยู่อาศัย เริ่มต้นในรอบบิลเดือนกันยายน 2569 เป็นต้นไป โดยคิดค่าไฟฟ้า 200 หน่วยแรกในอัตราไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว พร้อมทั้งปรับเปลี่ยนแนวคิดจากการเก็บค่าไฟแบบขั้นบันไดในตอนแรก ซึ่งเคยมีแนวคิดจะเพิ่มค่าไฟจากกลุ่มผู้ใช้เกิน 400–500 หน่วยขึ้นไป เพื่อนำเงินมาอุดหนุนผู้ใช้ไฟน้อย แต่ได้ยกเลิกการเพิ่มราคาในกลุ่มดังกล่าวเพื่อป้องกันผลกระทบต่อครอบครัวขนาดใหญ่ หรือร้านค้าและผู้ประกอบการรายย่อยที่มีความจำเป็นต้องใช้ไฟสูง และจากการพิจารณาจนพบว่า ค่าไฟฟ้าสาธารณะ หรือค่าไฟทาง ถูกใส่รวมไว้ในบิลค่าไฟของประชาชนมานานกว่า 30-40 ปี คิดเป็นมูลค่าสูงถึงประมาณ 18,000 ล้านบาทต่อปี นำไปสู่การเจรจาตัดค่าไฟฟ้าสาธารณะออกจากบิลค่าไฟของประชาชน ทำให้สามารถปรับลดอัตราค่าไฟฟ้าลงมาได้อย่างสมเหตุสมผลและเป็นธรรม อีกทั้งยังได้เร่งขจัดต้นทุนแฝงด้วยการยกเลิกและจัดการส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดในอดีต (สัญญา Adder) ซึ่งเคยผูกพันสัญญาอุดหนุนราคาระยะยาวในอัตราสูงจนกลายเป็นภาระสะสมไปยังค่า Ft ในบิลค่าไฟของประชาชน โดยปัจจุบันภาครัฐได้ยกเลิกการให้สัญญา Adder รายใหม่ และปรับเปลี่ยนไปสู่ระบบอุดหนุนแบบคงที่ สะท้อนต้นทุนเทคโนโลยี ตามความเป็นจริง รวมถึงการทยอยปลดภาระสัญญาเก่าที่กำลังหมดอายุลง ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการผลิตไฟฟ้าของประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ คืนความเป็นธรรมให้กับผู้ใช้ไฟฟ้าทุกภาคส่วน
นอกจากนี้ นายเอกนัฏ ยังกล่าวถึงความสำเร็จในการจัดงาน Gastech 2026 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ ระหว่างวันที่ 14-17 กันยายน 2569 ว่า ประสบความสำเร็จตามเป้าหมายสามารถดึงดูดผู้เข้าร่วมงานจากทั่วโลกได้เกินกว่าเป้าหมาย 60,000 คน เกิดการลงทุนไม่ต่ำกว่า 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนและกระตุ้นเศรษฐกิจ ทั้งการจ้างงานและการก่อสร้าง กระตุ้นเศรษฐกิจไทยได้มากกว่า 1.33 ล้านล้านบาท และประเทศไทย ยังได้ยืนยันบทบาทผู้นำด้านพลังงานในภูมิภาคผ่านการเปิดเวทีหารือทวิภาคีร่วมกับนานาชาติกว่า 17 ประเทศ โดยได้มีโอกาสพบปะหารือกับรัฐมนตรีและผู้บริหารระดับสูงจากภาครัฐและภาคเอกชนด้านพลังงานที่สำคัญ อาทิ สิงคโปร์ รัสเซีย สหรัฐอเมริกา บรูไน โอมาน ลิเบีย รวมถึงองค์กรและบริษัทชั้นนำ ประเด็นสำคัญในการหารือได้มุ่งเน้นไปที่การรับมือวิกฤติพลังงานจากความขัดแย้งในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งรัสเซีย สหรัฐอเมริกา บรูไน และลิเบีย ยินดีที่จะสนับสนุนการจัดหาแหล่งพลังงานใหม่เพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับไทย รวมถึงมีการผลักดันความร่วมมือด้านพลังงานในภูมิภาคอาเซียนกับสิงคโปร์และบรูไน ผ่านโครงการระบบสายส่งไฟฟ้าใต้ทะเลและ ASEAN Power Grid ตลอดจนการผลักดันให้ไทยเป็น LNG Hub และเน้นย้ำความพร้อมด้านการเปิดให้บริการไฟฟ้าสีเขียวเพื่อดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ เช่น Data Center และ AI พร้อมทั้งส่งเสริมเทคโนโลยี ลดคาร์บอนอย่าง โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) Hydrogen และ CCS
ภายในงานยังมีการลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) ที่สำคัญ 2 ฉบับ ได้แก่ การลงนามระหว่างการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และองค์การการค้าและการพัฒนาแห่งสหรัฐอเมริกา (USTDA) โดย กฟผ. ได้รับทุนสนับสนุนจาก USTDA เพื่อศึกษาความเป็นไปได้เบื้องต้นของโครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) และการลงนาม MOU ไทย-โอมาน ระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานไทยกับนายซาลิม บิน นัสเซอร์ บิน ซะอีด อัล อูฟี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานและแร่ธาตุแห่งรัฐสุลต่านโอมาน เพื่อส่งเสริมการค้า การลงทุน การพัฒนาโครงการด้านพลังงาน การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และการจัดตั้งกลไกหารือเชิงนโยบายด้านพลังงาน (OTEPD) เพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือและแสวงหาโอกาสในการลงทุนร่วมกันทั้งในเครือข่ายภาครัฐ ภาคเอกชน และในประเทศที่สาม การจัดงานครั้งนี้ถือเป็นปรากฏการณ์สำคัญที่สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของประชาคมโลกที่มีต่อศักยภาพด้านพลังงานของไทย ผลสัมฤทธิ์จากการเจรจาจับคู่ธุรกิจ เม็ดเงินที่สะพัดในประเทศ ตลอดจนการหารือทวิภาคีกับนานาประเทศจนเกิดความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการได้รับการสนับสนุนทุนศึกษาเทคโนโลยีพลังงานสะอาดที่ทันสมัยอย่าง SMR จากสหรัฐอเมริกา และการขยายเครือข่ายองค์ความรู้กับโอมาน จะเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านทางพลังงาน สร้างความมั่นคง และยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขัน
ของประเทศไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน








